[Inspiration ]  [article] "วัดมหาสีสาสนยิตต้า" ต้นกำเนิดวิปัสสนากรรมฐาน สายพองหนอยุบหนอ ของไทย

 
 
 
ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฎฐานาจริยะเจ้า สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรีได้เล่าไว้ ในเรื่อง “#วิปัสสนาวงศ์” เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 หรือแบบ “พองหนอ-ยุบหนอ” มีหลักฐานยืนยันว่าการปฏิบัติแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลในราวพุทธศักราช 235 มีอรหันต์องค์หนึ่งนามว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ 1,000 รูป ได้ร่วมกระทำตติยาสังคายนา ที่เมืองปาฏลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นมคธ โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นศาสนูปถัมภก หลังจากเสร็จสิ้นในการทำสังคายนาครั้งที่สามแล้ว

ท่านได้ส่งสาวกที่เป็นพระอรหันต์นำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่และประดิษฐานยังที่ต่าง ๆ รวม 9 สายด้วยกัน ในแคว้นสุวรรณภูมิมีพระโสณะอรหันต์ และพระอุตตระอรหันต์ นำพระพุทธศาสนามา ประดิษฐานที่เมืองตะโทง (Thaton) หรือสุธรรมนครในประเทศสหภาพพม่า ตามประวัติได้มีการ สืบทอดวิปัสสนาวงศ์พระอรหันต์เรื่อยมาไม่ขาดสาย

จนถึงสมัยของวิปัสสนาจารย์ติรงคะ สะยาดอ พระมโน อรหันต์ พระมิงกุลโตญ สะยาดอ และพระมิงกุล เชตวัน สยาดอ ตามลำดับพระอาจารย์มิงกุล เชตวัน สะยาดอ หรือภัททันตะนารทเถระแห่งเมืองมะละแหม่ง เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากในการสอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 จนกิตติศัพท์ของท่านขจรไปไกลในประเทศสหภาพพม่า

สมัยนั้นสานุศิษย์ของท่านผู้หนึ่งที่มีคนรู้จักกันดีทั่วไปในวงการพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท คือ #พระอาจารย์มหาสีสะยาดอ หรือ #พระภัททันตะ_โสภณมหาเถระ_อัคคมหาบัณฑิต ผู้เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาสี และเจ้าสำนักสาสนยิตตา ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ ผู้เป็นสานุศิษย์องค์หนึ่งของพระอาจารย์มหาสีสะยาดอ ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่าพระอาจารย์มิงกุล เชตวัน สะยาดอ มีความสามารถในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างช่ำชอง ท่านสามารถกำหนดสติได้ ทั้งที่ปลายจมูก โดยสังเกตการกระทบของลมหายใจเข้าออกที่บริเวณนี้ (แบบอานาปานปัพพะ คือ การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก) และที่บริเวณท้องโดยสังเกตอาการพองและอาการยุบ (แบบธาตุมนสิการปัพพะ)


รูปจาก Phramaha Anuchon Khammee

เมื่อพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับท่านได้พิจารณาดูอย่างรอบคอบกลับมีความเห็นว่า การกำหนดสติที่บริเวณท้องทำได้ง่ายกว่า และได้ผลดีกว่าด้วย    โดยปกติลมหายใจเข้า-ออก เป็นรูปที่ละเอียดอ่อน เป็นอารมณ์ของกรรมฐานที่กำหนดได้ยาก เมื่อวิริยะ (ความเพียร) สติ (ความระลึกได้) สมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) และสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวทั่วพร้อม) มีพลังมากขึ้น ลมหายใจจะค่อย ๆ ละเอียดอ่อนและเบาลง ๆ จนดูเหมือนว่าจะหยุดหายใจ ในสถานการณ์เช่นนี้ โยคีบางคนหาที่กำหนดไม่ได้ ทำให้จิตฟุ้งซ่านและซัดส่าย


แม้ว่าอานาปานสติจะเป็นยอดของกรรมฐานทั้งหมด แต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้กล่าวไว้ว่า “ก็อานาปานสติกรรมฐานนี้เป็นของยาก อบรมได้ยาก เป็นภูมิแห่งมนสิการของผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้นกล่าวคือ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรทั้งหลาย”

ส่วนการกำหนดสติที่บริเวณท้องโดยสังเกตการเคลื่อนไหวของท้อง ซึ่งเกิดจากอำนาจของธาตุลมทำให้สะดวกกว่าเพราะว่าวาโยโผฏฐัพพรูป หรือรูปที่ลมถูกต้อง เป็นรูปที่หยาบกว่ารูปอันเกิดจากการสัมผัสของลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก นอกจากนั้นคนสมัยนี้ไม่ละเอียดอ่อนเหมือนคนสมัยก่อน

ดังนั้นการกำหนดสติที่บริเวณท้องจึงเหมาะสมกว่า ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เมื่อเริ่มมีการสอนวิปัสสนากรรมฐาน พระอาจารย์มหาสี สะยาดอ จึงแนะนำให้โยคีทุกคนกำหนดสติไว้ที่หน้าท้องบริเวณสะดือ และพยายามสังเกตอาการพอง-อาการยุบ พร้อมกับการกำหนดในใจว่า “พองหนอ-ยุบหนอ”

ในช่วงเวลานี้หลายคนมีความเห็นขัดแย้งกับแนวการสอนแบบนี้อย่างรุนแรง เขาเหล่านี้คิดว่าเป็นวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้น โดยพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ เป็นคำสอนที่ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก หรือมิใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากหลักฐานที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ชัดว่าวิธีการสอนแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลเป็นแนวปฏิบัติที่นิยมแพร่หลายในประเทศสหภาพพม่าเป็นระยะเวลานานก่อนที่พระอาจารย์มหาสี สะยาดอ จะนำมาใช้สอนโยคีผู้เป็นศิษย์

ฉะนั้น การกำหนดในใจว่า “พองหนอ-ยุบหนอ” ที่บริเวณท้องคือการสังเกตธาตุลม (วาโยธาตุ) ที่มีสภาวะลักษณะคือการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน เป็นแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานที่สอดคล้องกับหลักคำสอนในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ว่าด้วยการมีสติตามดูกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการพิจารณากายโดยความเป็นธาตุทั้ง 4 (ธาตุมนสิการปัพพะ) อาการพอง-อาการยุบ คือรูปที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสของธาตุลมนี้เรียกว่า วาโยโผฏฐัพพรูป เป็นรูปปรมัตถ์ที่มีลักษณะของวาโยธาตุชัดเจนคือการเคลื่อนไหว


 

การเผยแพร่ ยุบหนอ พองหนอ ในประเทศไทย

#สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) หรือ “พระพิมลธรรม” ในสมัยนั้น จึงได้ส่ง “ศิษย์เอก” ท่านหนึ่งของท่าน คือ "#พระมหาโชดก_ญาณสิทฺธิ" เปรียญธรรม 9 ประโยค (ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนที่สุดได้เป็นที่ "พระธรรมธีรราชมหามุนี" พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังกลางกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา ซึ่งมีจิตใจฝักใฝ่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างยิ่ง ให้ไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่”สำนักวิปัสสนาสาสนยิตสา” ที่ฯพณฯ อูนุ อดีตนายกรัฐมนตรีพม่าในสมัยนั้นได้สร้างขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง โดยได้ฝากให้อยู่ในความดูแลของท่านพระอาจารย์โสภณมหาเถระ หรือ”ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ” ซึ่งเป็นเจ้าสำนักใหญ่อยู่ในขณะนั้น ซึ่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ก็ได้ตั้งใจเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมอย่างดียิ่ง โดยท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอ ก็ได้มอบหมายให้ “พระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ” ศิษย์เอกของท่านซึ่ง “บรรลุธรรม” มาแต่ก่อนเรียบร้อยแล้ว คอย “ดูแล” และ “สอบอารมณ์” ท่านพระมหาโชดก แทนท่านซึ่งมีภารกิจแห่งความเป็นเจ้าสำนักมากมาย ทำให้ไม่อาจจะมาคอยควบคุมและสอบอารมณ์พระกรรมฐานได้ทุกวัน ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ จึงได้เป็นเสมือนหนึ่งเป็น “พระพี่เลี้ยง” ในท่านเจ้าคุณ “พระธรรมธีราชมหามุนี” หรือ “พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ” ไปโดยปริยาย

จำเนียรกาลแห่งการปฏิบัติธรรมพระกรรมฐานในสำนักสาสยิตสาของพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิผ่านไปเพียง 3 เดือน ท่านพระมหาโชดกก็ได้ ”สำเร็จวิปัสสนา” สมดังความมุ่งหมาย เป็นที่น่าอนุโมทนาสาธุการอย่างยิ่ง ท่านพระมหาโชดกจึงเตรียมเดินทางกลับมายังประเทศไทย ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรมจึงได้ทำเรื่องไปยัง ”สภาการพระพุทธศาสนาแห่งพม่า” ขอให้ส่งพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญมาสอนวิปัสสนากรรมฐานในประเทศไทยด้วย ซึ่งทางสภาการพระพุทธศาสนาก็ได้มอบหมายให้ท่านพระอาจารย์มหาสี สะยาดอเป็นผู้คัดเลือก ผลก็ปรากฏว่า ท่านได้เจาะจงเลือก ”พระภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ” ให้รับภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ โดยสั่งกำชับไว้ด้วยว่า “จงอย่าขัดข้องหรือปฏิเสธเลย” ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ผู้ทรงภูมิรู้แห่งวิปัสสนาวิธีจากลุ่มแม่น้ำอิระวดี จึงมีอันได้เดินทางจากปิตุภาค มาตุภูมิเดิม มาเป็นพระอาจารย์บอกพระกรรมฐานอยู่ที่คณะ 5 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 เป็นต้นมา

สำหรับสาเหตุที่ต้องออกเสียงว่า ...หนอ ในข้างท้าย ก็เพราะว่า กิริยาในภาษาพม่านั้นจะต้องมีคำบ่งให้รู้กาลเสมอ ต่างจากภาษาไทยที่ไม่ต้องมีคำบ่งกาล เช่น เขาไปบ้าน แต่พม่าต้องบอกว่า เขาไปบ้านอยู่ โดยคำว่า "อยู่" บ่งปัจจุบันกาล (แล้ว และ จะ บ่งอดีตกาล และอนาคตกาลตามลำดับเช่นกัน)

นักภาษาศาสตร์เรียก -တယ် , -ပြီ , မယ် ว่าเป็นวิภัตติ
คำว่ายุบ กับพองเมื่อเขียนในภาษาพม่าจะได้คำว่า
ยุบหนอ = ပိန်းတယ် เบงแด่ ออกเสียงไวยากรณ์ เบงแหน่
พองหนอ = ဖောင်းတယ် พองแด่ ออกเสียงตามไวยากรณ์ พองแหน่

 

ครูบาอาจารย์ที่สอนกรรมฐานในพม่า เมื่อออกเสียงแหน่ ๆ ๆ .. ท่านสมเด็จวัดมหาธาตุ จึงได้บัญญัติคำ จากแหน่ เป็น หนอ หนอ ให้เหมาะสมกับคนไทย


ก็เมื่อท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ได้เดินทางมาบอกพระกรรมฐานที่ประเทศไทยเป็นการถาวร ท่านก็ได้ร่วมกับพระมหาโชดก ญาณสิทธิ ทำการเผยแพร่วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็ได้มีพระภิกษุสามเณรตลอดจนบุคคลทุกระดับชั้น ทุกสาขาวิชาชีพ สนใจศรัทธามาขอเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นจำนวนมาก จนเป็นที่ ”ปรากฏผล” และ ”บรรลุธรรม” จากการปฏิบัติแนวทางที่ถูกต้องนี้ตามควรแก่บุรพวาสนาแห่งตนมากมาย ที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณสูงส่งและโดดเด่นเป็นพิเศษ ก็มีอาทิเช่น

สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี พระราชมารดาแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระอุดมวิชาญาณเถร ได้เป็นพระอาจารย์ถวายวิปัสสนากรรมฐานแด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ซึ่งได้เสด็จมาสมาทานพระกรรมฐาน ณ วัดมหาธาตุฯ เป็นเวลาถึง ๑ เดือน

รวมถึง #พระเดชพระคุณหลวงปู่พระพรหมมงคล (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ พระวิปัสสนาจารย์แห่งยุค, #พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ จิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี พระวิปัสสนาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนี้ มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและพระพุทธศาสนามากมาย, #พระเดชพระคุณพระราชอุทัยกวี (พุฒ สุทตฺโต) วัดมณีสถิตย์กปิฏฐาราม อ. เมือง จ.อุทัยธานี พระอริยคณาจารย์องค์สำคัญผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณและเป็นที่เคารพนับถือของชาวอุทัยธานีอย่างกว้างขวาง, #พระสุธรรมญาณเถระ (ครูบาอินทจักรรักษา) วัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ พระพี่ชายแท้ๆของหลวงพ่อพระพุทธบาทตากผ้า, #พระสุพรหมญาณเถระ (ครูบาพรหมา พรหมจักโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน พระอริยเจ้าองค์สำคัญที่สุดองค์หนึ่งแห่งภาคเหนือ, #พระครูวรวุฒิคุณ (หลวงปู่ครูบาอิน อินโท) วัดฟ้าหลั่ง อ.ดอยหล่อ จ. เชียงใหม่ พระอริยเจ้าอาวุโสสายเหนือ, #พระครูภาวนาสมณวัตร วิ.(หลวงพ่อประจาก สิริวณฺโณ) อัครมหากัมมัฏฐานาจริยะ (จากรัฐบาลพม่า) ประธานศูนย์ปฏิบัติธรรมตาณัง เลณัง จ.เชียงใหม่, ศูนย์ปฏิบัติธรรมปฏินิสสัคโค จ.ภูเก็ต, ศูนย์ปฏิบัติธรรมอนีติกัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น

ซึ่งพระมหาเถระทั้งหลายที่ได้กล่าวนามมาและอีกมากมายหลายท่าน ล้วนเคยมาเรียนพระกรรมฐานที่คณะ 5 วัดมหาธาตุ กับท่านหลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ และท่านเจ้าคุณโชดก ญาณสิทฺธิ ในครั้งหนึ่งด้วย ทำให้ #วิปัสสนาวงศ์ ในประเทศไทยได้สาดส่องอมตะธรรม สืบสานมาจนทุกวันนี้
 

Credit : Phramaha Anuchon Khammee 

พระมหาอนุชน สาสนกิตฺติ ป.ธ.๙, ดร. (นาคหลวง), พระธรรมทูตสายต่างประเทศ
ปริญญาโทพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิปัสสนาภาวนา
ปริญญาเอก Ph.D. (Pali & Buddhism) ที่ Dr. Babasaheb Ambedkar Marathwada university เมืองออรังคบาด รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย


จัดทำโดย : ทีมงาน มูลนิธิสหธรรมิกชน
 

****************************************

“เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ สืบสานสากลธรรม น้อมนำสรรพศาสตร์ เพื่อสร้างสันติสุข”

หากท่านอ่านบทความนี้แล้ว เห็นว่ามีประโยชน์น่าแบ่งปัน
รบกวนกด "แชร์" ได้เลยครับ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร อันเป็นประโยชน์
จากมูลนิธิสหธรรมิกชนได้ที่
FB Fanpage : มูลนิธิสหธรรมิกชน Sahadhammikchon Foundation


- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles