[Travel ]  [article] วันเวลาที่ผ่านเลยไป

 
 
 
Dusit Thani College intake#JAN94
ผมเขียนเพื่อเป็นบันทึกความทรงจำ เพราะอยากให้ความทรงจำนี้ คงอยู่ตลอดไป บนโลกที่ข้อมูลกลายเป็นสิ่งไร้ขีดจำกัด เลยใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นที่บันทึกความทรงจำดีๆ ที่ปิดท้ายอย่างเศร้าใจ ที่เราได้เสียโอกาส ไปอีกครั้งนึง และเอากลับมาไม่ได้
ในช่วงที่ผ่านมาของชีวิต ผมได้เสียเพื่อนรัก เพื่อนดีๆไป บ้าง เพื่อนจากอัสสัมชัญ บางรัก สรายุทธ ปิ่นทอง (ปิ่น) จากไปด้วยโรคไต เมื่ออายุ 26ปี, วิศัลย์ รินทร์โชคชัย (ตี้) จากไปด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ด้วยอายุ 32ปี แต่เพื่อนๆสองคนนี้ ได้ป่วยสักพัก และพอทราบขั้นตอนของโรค เลยทำใจได้บางส่วน และด้วยวัยที่เริ่มทำงานจนไม่มีเวลาคิดให้ละเอียดอ่อนมากนัก

แต่เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561 เป็นวันที่สะเทือนใจอย่างมาก ที่เสียเพื่อนรักอีกคนหนึ่งไปอย่างกระทันหัน เป็นการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ได้คาดคิด และไม่ได้เตรียมตัว และในขณะนี้อายุก้อมากขึ้น นิ่งขึ้น พอมีเรื่องแบบนี้ มันทำให้รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก น้ำตาไหลแบบห้ามไม่ได้ ขนาดเราเป็นเพื่อนยังเป็นขนาดนี้ แล้วครอบครัวผู้ใกล้ชิดของเพื่อนเราละ จะหนักหนากว่าเราสักขนาดไหน

เพื่อนๆส่วนใหญ่ของผม จะอยู่ที่กรุงเทพ ผมย้ายบ้านไปอยู่เชียงใหม่ ได้21ปีแล้ว และทำงานโรงแรม ในช่วงฝ่าฟันเพื่อความก้าวหน้า ในการทำงาน มันยุ่งจนเราไม่ค่อยได้ติดต่อเพื่อนๆมากนัก การจะลางานของคนโรงแรม โดยเฉพาะเราเป็นหัวหน้างาน ลานานหลายวันก้อไม่ควร ลาบ่อยก้อไม่ดี เป็นที่รู้กัน ดังนั้นการลางานได้สามวัน เป็นเรื่องที่มีโอกาสดีพอสมควร คราวนี้ผมลางานมาเพื่อพาลูกสาวคนโต ไปดูมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในงาน Open house  การไปครั้งนี้ เพื่อใช้เวลาสามวันให้คุ้มที่สุด คือต้องวางแผนดีๆจะไปไหนบ้าง เพราะหลักๆลูกๆจะอยู่เชียงใหม่กัน และผมเองทำงานอยู่ที่ภูเก็ต 
สองหรือสามเดือนจะได้เจอกันสักครั้ง ในเมื่อเป็นงานครอบครัว จึงมักจะไม่ได้เผื่อเวลา ไว้ไปหาเพื่อน ถึงแม้นานๆจะได้เข้ามาที่กรุงเทพสักครั้ง
และเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ไปที่ต่างๆตามที่วางไว้เรียบร้อย ตอนเย็นมีนัดกับครอบครัวของเพื่อนลูก แถวๆพระราม 9ทานข้าวเย็นกันทานเสร็จก้อประมาณ สามทุ่มกว่าๆแล้ว ระหว่างขับรถกลับ ผ่านบ้านเพื่อนก้อนึกในใจว่า หรือจะแวะหาสักนิดดี พาหลานๆไปหาสักหน่อยดีมั้ย เพราะจนคนโตอายุ 16แล้วยังไมได้เจอกันเลย นี่คนเล็กก้อยู่ด้วย ขาดแค่ลูกคนกลางที่ไมได้มา นึกไปนึกมา ความเกรงใจเข้ามาทดแทน ความคิดต่างๆ เพราะมันก้อค่ำมากแล้ว เอาไว้คราวหน้านักกันทั้งกลุ่มดีกว่า ก้อตัดสินใจขับรถไปเลย

วันรุ่งขึ้น ได้ขับรถไปส่งลูกสาวเรียนถ่ายรูป ตามที่จองไว้ล่วงหน้า ในช่วงเวลา 8.30 – 10.30น. คือช่วงที่เพื่อนผม ได้เตรียมการ และได้จากไปแล้ว บ่ายโมงผมขับรถไปรับลูก ภรรยาที่รออยู่บ้านได้แคปเจอร์ข่าวส่งมาให้ผมอ่าน และไลน์ถามว่าใช่ ข่าวจริงหรือไม่ ผมเห็นแว่บแรก ก้อมือไม้อ่อนไปหมด ในหัวมีแต่ว่าไม่จริงมั้ง ใครวะมาเล่นแบบนี้ จะโจมตีเพื่อนเราเหรอ ข่าวปลอมแน่ๆ จึงรีบเช็คกับเพื่อนๆในรุ่นที่เรียนการโรงแรมมาด้วยกันว่าเป็นเรื่องจริง มันเศร้า และหดหู่ใจเป็นที่สุด
เวลาที่ผ่านเลยไปเพียงคืนเดียว ความแน่นอน แน่ใจว่าเมื่อไหร่ก้อเจอกันได้ มันหายไปหมด มันจะไม่มีอีกแล้วเหรอเนี่ย คำถามต่างๆเกิดขึ้นในความคิด ใจหาย ภาพความทรงจำถึงเพื่อนคนนี้ เวียนมาเวียนไป เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะ มันคิดขึ้นมาซ้ำไปมา ความห่างจากเพื่อนๆ ถึงแม้จะบรรเทาได้ด้วยเฟสบุ๊ค แต่เมื่อถึงเวลาต้องจากกันจริง ก้อรู้สึกเสียดายขึ้น ถึงแม้จะชอบอ่านบทความทำนองนี้บ่อยๆ แต่ก้อไม่ได้ช่วยอะไร
ความดีของเพื่อน มันมากมายนัก เพื่อนผมเป็นคน สดใส ร่าเริง เป็นคนที่มีความคิดสุขุมรอบคอบมากที่สุดในกลุ่มเรา เรียนเก่งมาก สองปีที่เรียนการโรงแรมด้วยกัน สอบได้สี่ทุกวิชา จนได้ทุนไปเรียนต่อที่สิงค์โปร์ ผมเองก้อเป็นนักเรียนทุนของวิทยาลัยดุสิตธานี ช่วงที่เพื่อนไปเรียนต่อ ผมได้ทำงานที่วิทยาลัยแล้ว จนเพื่อนจบมา และกลับมาทำงานเป็นอาจารย์ด้วยกัน ผมเลยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตทำงานกันอีกหนึ่งปี ก่อนย้ายบ้านไปเชียงใหม่

 
ตั้งแต่เริ่มรู้จักในวันแรกที่มาเรียน ที่วิทยาลัยดุสิต เนื่องจากรุ่นเรามีกันไม่ถึงสามสิบคน รวมสองโปรแกรมแล้วคือทั้งฝั่ง Hotel Operation และฝั่ง Professional Chef ทำให้เราสนิทกันเร็วมาก เพื่อนๆในรุ่นนั้นมาจากหลายที่ในเมืองไทย อายุก้อแตกต่างกัน อยู่ระหว่าง 18 - 29 ปนๆกัน แต่ก้อไม่ไม่ใช่ปัญหา มาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนก้อเข้ากันได้ดีมากๆ เพื่อนคนนี้มักจะเป็นห่วงเพื่อนๆคนอื่นๆเสมอ รับฟังได้ทุกเรื่อง เป็นที่ปรึกษาระดับต้นๆในกลุ่มเรา มีน้ำใจกับเพื่อนเสมอ ถ้ามีเรื่องอะไรตลกๆ เสียงหัวเราะจะนำหน้ามาก่อน ถึงแม้การทำความเข้าใจในเรื่องตลกจะมาช้ากว่าคนอื่นๆเสมอ แต่รับรองถ้าเข้าใจจะหัวเราะดังกว่าพวกที่ขำไปแล้วชุดแรกๆเสมอ ถ้าเรามีปัญหา แล้วคิดว่าช่วยได้ เพื่อนคนนี้ จะไม่อยู่เฉย ขนาดเมื่อปีที่แล้ว ผมหางานพอเพื่อนรู้เท่านั้น พยายามหาทางช่วยจนสุดตัว ปกติจะยุ่งๆ แต่ก้อพยายามโทรมาเพื่อคุย และปลอบใจเสมอมา เพื่อนในกลุ่มที่เรียนก้อจะรักเพื่อนคนนี้มาก ไปไหนไปด้วยกันตลอด สองปี ผมจะเป็นคนที่ชอบแกล้งเพื่อนๆในกลุ่ม เพื่อนบางคนที่โดนแกล้งจะไปฟ้องเค้าเสมอ แต่หารู้ไม่ ผู้แอบสนับสนุนอย่างเป็นทางการ คือเพื่อนคนนี้นั่นแหละ 
พอเพื่อนจบจากสิงค์โปร์ กลับมาทำงานเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยดุสิตธานี ด้วยความที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งตอนเรียน เราสองคนจึงกลายเป็นปาท่องโก๋ ช่วงนั้นผมแต่งงานแล้ว แต่เพื่อนยังไม่ได้แต่ง และเปิดร้านอาหารที่บ้าน ที่บ้านเลยกลายเป็นแหล่งนัดพบ เพื่อนกับแฟนจะมาอุดหนุนเสมอ ส่วนช่วงที่ทำงานก้อสนุกสนานเหมือนตอนเรียน แต่มีเพื่อนกลุ่มใหม่ที่เป็นอาจารย์อายุใกล่เคียงกัน มักจะมีกิจกรรมไปทำ เช่นเล่นฟิตเนส ไปตามล่าหาบุฟเฟ่ต์ดีๆ ที่โปรงามๆตามโรงแรมทานกันเป็นกลุ่มๆ  ความเป็นคนร่าเริง อัธยาศัยดี การวางตัวที่ดีเป็นแบบอย่าง ทำให้เพื่อนเป็นที่รักของ อาจารย์ และนักศึกษาในสมัยนั้น วันนึงเรานักเพื่อนๆสมัยเรียนไปรื้อฟื้นความทรงจำแถวสีลม ระหว่างที่เดินเข้าไปผับแห่งนึง มีนักศึกษาเข้ามาทักเราสองคนบอกว่า "โห จาร ก้อมาเท่าที่นี่เหรอ" เราสองคนมองหน้ากันและรีบบอกว่า เปล่ามาตามหาน้อง ...นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องจำเป็นทำตัวแก่กว่าอายุ คือจะไม่ไปแถวๆที่คิดว่านักศึกษาจะไปอีกเลย เราเปลี่ยนไปหาที่ทานข้าวพูดคุยกันแทน แก่ไปโดยปริยาย ทั้งที่เพิ่งจะ 25 -26 กันเอง แต่อยากรักษาภาพลักษณ์ ของอาจารย์ไว้ 
 

 
เพื่อนผมมีครอบครัวที่ดี มาตั้งแต่เด็ก เหมือนทุกอย่างได้เซทมาเป็นแบบนั้น แฟนของเพื่อนก้อเก่งมาก พวกเราทุกคนชื่นชม เค้ามาก ขนาดพวกเราที่เป็นผู้ชายในกลุ่ม ยังรู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย ทุกครั้งที่คุยถึง ช่วงที่เพื่อนคนนี้แต่งงาน ผมน่าจะไปเรียนต่อที่เมลเบริน์ เพราะจำไม่ได้เลยว่าทำไมถึงไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะเพื่อนอีกคนแต่งงาน หลังจากนั้นยังได้ไปร่วมงานเพราะมีรูปผมอยู่ด้วย มารู้สึกตัวกันอีกที ก้อเห็นในเฟสบุ๊ค ว่าลูกๆเริ่มโตกันแล้ว ก้อเฝ้าติดตามชื่นชมมาเรื่อย ผมแน่ใจว่าเพื่อนคนนี้อยู่สุขสบายดี เป็นคนที่ไม่น่าห่วงเลยสักนิด ไม่ว่าจะด้านไหน มีเพื่อนฝูงมากมาย มีกิจกรรมที่ต้องทำกับลูกๆ และสามีเรียกว่าล้นมือ ความปลอดภัยในชีวิต ผมว่าเกินร้อยจากหน้าที่การงานของสามี


แต่เพื่อนก้อต้องมาเจอกับภัยร้ายที่ไม่มีใครหนีได้ คือภัยที่เกิดจากตัวเราเอง จากความคิดของตัวเราเอง จนทำให้เกิดเรื่องกับตัวเราเอง โดยที่ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทัน อย่างที่เพื่อนๆหลายคนบอกว่าผมคิดมากไปเอง เพราะผมฝันถึงเพื่อน คืนก่อนมีงานฌาปนกิจ ว่าเพื่อนเดินมาตบแขน และบอกว่า “โอเค พี่ปาล์มชั้นโอเค แกไม่ต้องห่วง” ใครจะว่ายังก้อช่าง ผมจะยึดถือว่าเพื่อนเป็นอย่างนั้น นั่นแหละ โอเค คือโอเค

และ
ต่อไปใคร คิดจะไปหาเพื่อน อย่าเกรงใจมัน ไปเลย โดยเฉพาะเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ หรือเจอกันบ่อยๆ ผมเองก้อรู้สึกว่าชีวิตทำงานโรงแรมมันเหี่ยวเฉาเหลือเกิน เดินทางไปที่ต่างๆ ไกลเพื่อน ญาติพี่น้อง การที่ได้มาเจอเพื่อนๆเก่าๆ มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตมันรื่นเริง ได้สนุกสนานบ้าง มันทำให้ปลอดโปร่งนะ ทำงาน 25ปี มานี้ เจอเพื่อนๆน้อยมาก ทั้งเพื่อนที่ อัสสัมชัญ บางรัก, เซเว่นเธย์ แอดเวนติส, I-TIM และ วิทยาลัยดุสิตธานี ต่อไปมีโอกาสต้อง อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป เพราะอาจจะเป็นคุณเองก้อได้ ที่ไม่สามารถเจอพวกเค้าได้อีกเลย



บันทึกนี้เขียนขึ้นมาเพื่อระลึกถึงเพื่อนรักที่จากไป คุณจันทราวรรณ (จูน) ธรรมวิชัย หรือสกุลเดิม สัมพันธวรบุตร เสียชีวิตในวันที่ 1กันยายน พ.ศ.2561 ทั้งๆที่ยังมีเวลาแหลืออยู่โดยค่าเฉลี่ย กว่าจะถึงอายุ 75ปี อีกตั้ง 10,585วัน ขอให้เพื่อนจงไปสู่ภพภูมิที่ดี ขอให้จิตใจครอบครัวของเพื่อนแข็งแรงและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ


 
"ผมขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอให้พวกเราได้เกิดมาเป็นเพื่อนกันทุกชาติภพ และจำได้กันได้ทุกครั้ง"

เพื่อนๆที่วิทยาลัยดุสิตธานี ในรุ่น DTC JAN 94 ในแผนการเรียน สองปี  Diploma in Hotel Operation และ Professional Chef Diploma มีดังนี้
  • นายอัครดิส บุนนาค (อุ้ย) PCD
  • นายบุญย์สฤษฏิ์ สมหมาย (เก๋) PCD – ยังติดต่อไม่ได้
  • น.ส.ลดาวัลย์ คมวีระวงศ์ (วัลย์) DHO
  • นายประดิษฐ์ เคารพไมตรี (เอ้) DHO
  • นายวัณณะสณฑ์ ลิ้มประสูตร (ปาล์ม) DHO
  • น.ส.วันเพ็ญ ปึงเจริญกิจกุล (ปึง) PCD – ยังติดต่อไม่ได้
  • น.ส.จันทราวรรณ สัมพันธวรบุตร (จูน) DHO
  • น.ส.เกศสุดา ตันเกียรติ์สกุล (เจี๊ยบ) DHO
  • น.ส.มะลิวัรรณ์ ขันธะหัตถ์ (เหมี่ยว) DHO
  • น.ส.อรพินธ์ เปรมานุพันธ์ (จุ๋ม) DHO
  • น.ส.ชนกวนัน จันทรสืบ (ต่าย) DHO
  • น.ส.สิริรักษ์ อริยะวงษ์รัตน์ (เอโกะ) DHO
  • นายศุภสิทธิ์ ศุภพิพัฒน์ (อ้วน) DHO
  • น.ส.ภัสสรี รอดสวัสดื (ปุ๊ก) DHO
  • นายต่อเขตร คงคาเขตร (อ๊อบ) DHO
  • นายประเสริฐ์ ตั้งจรูญเศรณี (อั๋น) PCD
  • น.ส.อารีย์ บุญญหาร (แพง) DHO – ยังติดต่อไม่ได้
  • น.ส.สุดารัตน์ บุปผาชาติ (ติ๊ก) DHO – ยังติดต่อไม่ได้
**สำหรับเพื่อนที่ยังติดต่อไม่ได้ ใครบังเอิญมาอ่านแล้วรู้จัก ช่วยให้เค้าติดต่อผมด้วยนะครับ boscovannasont@gmail.com ขอบคุณครับ**




Post by : Bosco's Family
บันทึกเรื่องราวที่คุณพ่อ ได้พาครอบครัวไปที่ต่างๆ หรือไปทานข้าวกัน เพราะเนื่องจากเราอยู่ไกลกัน คุณพ่อทำงานต่างจังหวัด มีเวลาและโอกาสน้อยที่จะได้ไปหนพร้อมๆกัน ติดตามได้ที่ /เพจ TasTy Modern Mom /เพจ ลูกสาวเข้าครัว /และ เพจ Bosco Proto Corner

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles