[Food and Beverage ]  [review] พาเที่ยวงาน Take The Kids To The Sea Fundraising Event ,, ชิลๆ สไตล์สาว Food Science ^^

 
 
 
วัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนน้า... ชื่อโจ้ค่ะ เป็นนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำงานด้านนี้มาตลอดสิบกว่าปี เรียกได้ว่าความเป็นนักวิทยาศาสตร์อาหารนั้นอยู่ในสายเลือดไปแล้วค่ะ และเมื่อวันอาทิตย์ที่  6  มีนาคมที่ผ่านมาโจ้ก็ได้มีโอกาสไปเดินเล่นชิลๆ ในงานออกร้านเพื่อระดมทุนพาน้องๆ เผ่ากะเหรี่ยงที่อยู่แถบชายแดนไทย-พม่าไปเที่ยวทะเลกัน งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่ Root Gargen @ทองหล่อ ซอย 3 

วัตถุประสงค์ของการจัดงานก็ตามชื่อเลยนะคะ เพราะเด็ก ๆ แถบชายแดนเค้าไม่เคยได้เห็นทะเล ทางผู้จัดงานซึ่งเป็นเหล่าอาสาสมัครมารวมตัวกันก็เลยอยากพาให้เค้าได้ไปเที่ยวทะเลกันเป็นครั้งแรกในชีวิต ให้เค้าได้สนุกสนานกันตามวัย ^^
 
ถานที่หาไม่ยากเลย... เพียงแค่ขับรถ (หรือสามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟฟ้า ลงสถานีทองหล่อ) เข้ามาในซอยทองหล่อประมาณ 300 เมตร ก็จะเห็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ในผืนที่ดินใหญ่ๆ อยู่ด้านซ้ายมือ มีป้ายร้านเห็นเด่นชัดว่า “Root Garden”ทางร้านไม่มีที่จอดรถ สามารถจอดได้ริมถนน หรือเข้าไปจอดในอาคารปรีดีพนมยงค์ที่ตั้งอยู่ข้างๆ กันได้นะคะ (บ้านใกล้เรือนเคียง ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน)

วันนั้นที่ไปโจ้ไม่มีโอกาสได้ถามใครถึงชื่อร้านว่าสื่อความหมายถึงอะไร แต่ตอนนี้พอมานั่งเขียนและนึกถึงบรรยากาศภายในร้านไปด้วย โจ้ก็พอเดาๆ ได้ถึงความหมาย ... เดี๋ยว
โจ้เล่าไปเรื่อยๆ แล้วมาดูกันนะคะ ว่าสุดท้ายทุกคนจะเดาความหมายของชื่อร้านได้เหมือนโจ้มั้ย ^^
 

บอกได้เลยว่างานนี้ถึงแม้ใครที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ถ้าได้ขับรถผ่านก็ต้องจอดลงมาเดินแน่ๆ เพราะถ้ามองเข้ามาจากถนนจะเห็นหลังคาบู้ธที่เป็นผืนผ้าสีขาวขนาดใหญ่เรียงต่อๆ กัน ได้บรรยากาศเหมือนอยู่ที่ชายทะเล ซุ้มทางเข้าหน้างานเป็นไม้ไผ่ทาสีขาว แดง เหลือง ฟ้า แถมมีห่วงยางลายสีขาวคาดฟ้าห้อยอยู่ บวกกับป้ายหน้างานที่เป็นรูปคลื่นลมทะเล และท้องฟ้าอีก ... ได้อารมณ์เหมือนกำลังจะเดินลงไปชายหาดยังไงยังงั้น ^^
 
 
มาถึงด่านแรก ร่วมสมทบทุนก่อนเลยค่ะ พร้อมกับรับเสื้อไป 1 ตัว ราคา 300 บาท งานนี้คนที่มาออกร้านเค้าแบ่งกำไร 50% มาร่วมสมทบทุนกันด้วยนะคะ 
 

มองไปทางขวาของทางเข้างานจะเป็นร้านกาแฟที่มีการตกแต่งแนว Eco เน้นโทนสีน้ำตาลของไม้เป็นหลัก และโครงเป็นสีดำ ตัดกับหลังคาที่เป็นสีโลหะ เมื่อเข้าไปในร้านก็จะรู้สึกเย็นสบาย ที่ร้านนี้นอกจากขายกาแฟแล้วก็ยังมีสินค้าอาหารหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นขนมขบเคี้ยว ขนมเบเกอรี่ หรือแม้แต่ข้าวสาร และหมูฝอยปลอดสาร... โดยทุกอย่างจะเน้นความเป็นธรรมชาติ และรวมถึงเค้าพยายามเลือกสินค้าที่เป็นออร์แกนิคมาวางขาย 

 
แล้วสาว Food Science อย่างโจ้ก็มาสะดุดกับเจ้าสิ่งนี้ค่ะ .. เป็นวาฟเฟิลทุเรียนอบกรอบแบบแผ่นที่บรรจุเป็นซองเล็ก ๆ มีชิ้นแตกหักค่อนข้างเยอะ ซึ่งในเชิงของวิทยาศาสตร์อาหาร เราจะสามารถแก้ปัญหาการแตกหักนี้ได้โดยใช้วิธีพ่นก๊าซไนโตรเจน ซึ่งเป็นก๊าซที่ไม่มีสี กลิ่น รส และไม่เป็นพิษ เข้าไปให้ถุงพองๆ ก็จะช่วยลดการแตกหักของขนมได้นะคะ และนอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุของขนมด้วย เพราะก๊าซชนิดนี้เป็นก๊าซเฉื่อยต่อปฏิกิริยาเคมี ซึ่งจะช่วยให้ขนมไม่หืนไวค่ะ
 
อาล่ะ สำรวจร้านกาแฟแล้ว ก็ไปต่อกันที่ร้านต่างๆ ที่มาออกบู้ธกันบ้างค่ะ ซึ่งบู้ธเหล่านี้ถูกจัดไว้บริเวณด้านซ้ายของทางเข้างาน สไตล์การตกแต่งก็อย่างที่เล่าไปตอนต้นนะคะ ออกแนวทะเลๆ มีโครงเป็นไม้ไผ่ และใช้ผ้าสีขาวคาดไว้เป็นหลังคาโปร่งๆ  ทั้งหมดมีประมาณเกือบ 20 บู้ธ เรียงรายกันอยู่รอบๆ บึงน้อยๆ กลางสวน ซึ่งสินค้าส่วนมากก็เป็นประเภทอาหารค่ะ

โจ้ได้คุยกับคนที่จัดงานนี้ เค้าบอกว่าอยากให้งานออกร้านครั้งนี้จัดขึ้นเป็นแบบตลาดที่ “ป๊อบๆ”  ก็เลยเดินสำรวจดู เจอความป๊อบหลายอย่างเลย
ย่างแรกต้องยกให้ Pop นิยม เค้าล่ะค่ะ...  ร้านป๊อบคอร์นโฮมเมดของน้องแป้งและน้องชาญที่เป็นหนึ่งในทีมจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากป๊อบคอร์นแล้ว เค้ายังมีน้ำดอกไม้บุหงาคัมปาย ... ที่มีทั้งหมด 4 กลิ่น คือ กุหลาบ ดอกบัว มะพร้าว+ดอกอัญชัญ และดอกหอมหมื่นลี้ ดื่มแล้วหอมสดชื่น ดับร้อนได้ดีมากเลย
ข้าวไข่พะโล้ "เขียม" ... ข้าวราดแกงในบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ เก๋ไก๋สวยงามน่าทานในราคาเพียงแค่กล่องละ 35 บาท นี่แหละค่ะ มื้อกลางวันของโจ้ ทานแล้วคิดถึงรสมือแม่เลยค่ะ กลิ่นรสของน้ำซุปพะโล้เข้มข้นมากๆ 
บู้ธนี้เป็นขนมธัญพืชอบกรอบผสมพรีไบโอติกส์ Fructose Fast ค่ะ เหมาะมากกับผู้ที่มีปัญหาขับถ่ายยาก ซึ่งโจ้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ^^' โจ้ได้เคยลองซื้อไปทานแล้ว ทั้งแบบผสมนม โยเกิร์ต หรือจะทานเป็นขนมยามว่างก็ได้นะคะ อร่อยด้วย มีประโยชน์ด้วย 

นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมป๊อบๆ อีกหลายอย่างเลยนะคะ
อนวาดรูปสีอะครีลิค โดยคุณ Young Ji Kim ... โจ้ชอบคุณครูคนนี้ม๊ากก เป็นคนที่น่ารัก ยิ้มตลอดเวลา และทำให้งานสดใสมากเลย แถมพูดได้หลายภาษา คุยกับใครก็รู้เรื่องไปหมด 555 งานนี้โจ้ได้แต่ยืนมองนะคะ เพราะทักษะด้านการวาดรูปนี่ไม่ค่อยมีเลย ^^'
กิจกรรมย้อมครามจาก Simply Organics ... มุมนี้ให้อารมณ์ทะเล้ทะเลอีกแล้วค่ะ ^^ กับผ้าสีครามฝีมือการย้อมของผู้ร่วมงานที่เรียงรายเป็นแนวยาวบริเวณด้านหน้างาน ได้เห็นสีหน้าเปื้อนยิ้มกับมือเปื้อนสีของคนที่กำลังย้อมแล้ว ก็ทำให้โจ้อมยิ้มไปด้วยได้เเลย
และที่โจ้ชอบมากที่สุดก็คืออันนี้ค่ะ ... ารวาดรูปสีน้ำโดยจิตรกรที่มีชื่อเสียงอย่างอาจารย์กิ้ว วนนท์ ซึ่งโจ้ก็ไปนั่งเป็นแบบให้อาจารย์กิ้วตวัดพู่กัน ได้ภาพสีน้ำภาพแรกในชีวิตกลับมาเป็นของที่ระลึกด้วย ^^ (ตอนนั่งเป็นแบบนี่เกร็งๆ+เขินๆ หน้าออกมาเลยไม่ค่อยยิ้ม ^^'' แต่จริงๆ แล้วเค้าเป็นคนยิ้มง่ายมากๆ เลยน้าาา)
 

เอาล่ะ ช้อปปิ้งเสร็จแล้วขอไปนั่งพักชิลๆ ที่โซนดนตรีนะคะ

ซนนี้ถูกจัดไว้ติดกับร้านกาแฟ มีเก้าอี้ให้นั่งพักพอประมาณ และก็มีเวทีเล็กๆ ที่
ใช้ไม้กระดานเป็นพื้น ลังไม้เป็นเก้าอี้สำหรับนักดนตรี  ...โจ้ชอบงานวันนี้ก็ตรงนี้ที่สุดค่ะ คือมีการเล่นดนตรีเกือบตลอดเวลาของการจัดงาน และดนตรีก็มีความหลากหลายทั้งเพลงไทย เพลงฝรั่ง  เพลงจังหวะ สบายๆ ไปจนถึงเพลงเร็ว แถมมีฝรั่งมานั่งเกาอูคูเลเล่ พร้อมกับร้องเพลงให้ฟังด้วย โอ๊ย..ฟินนนนน  ^^ และนอกจากนี้ในงานก็ยังมีกิจกรรม Swing Dance ในช่วงเย็น ทำให้บรรยากาศครึกครื้นมากๆ  
ส่วนท้ายของงานเป็นอะไรที่เหมือนโจ้ได้กลับบ้านต่างจังหวัด ... เหมือนกับที่นี่ไม่ใช่ทองหล่อเลยค่ะ เพราะทางร้านเค้าจัดพื้นที่ส่วนนี้ไว้เป็น “แปลงเกษตรสาธิตขนาดย่อม” มีการเลี้ยงไก่กับแพะ ไว้ พร้อมๆ กับปลูกพืชผักหลายๆชนิดซึ่งบางอย่างก็นำมาเป็นอาหารของสัตว์ทั้งสองชนิดนี้ได้ด้วย เช่น ข้าวโพด  แตงกวา ถั่วแขก ถั่วฝักยาว กระเพรา โหระพา 
 
 
เห็นข้างๆ เล้าไก่มีร้านขายไข่อยู่ ก็เลยตั้งใจจะซื้อไปติดบ้านไว้ พอได้คุยๆ กับคุณลุงคนขายก็ถึงได้รู้ว่าเค้ามาจาก “กรีนฟาร์ม” เพื่อมาโชว์การเลี้ยงไก่แบบปล่อยอิสระ (Free range) แถมยังเป็นไก่อินทรีย์อีกด้วย คุณลุงบอกว่าไข่ที่ได้จากไก่ที่ถูกเลี้ยงแบบนี้จะมีเปลือกหนา ไข่แดงจะมีสีค่อนข้างเหลืองเนื่องจากอาหารที่ไก่กินเข้าไปตามธรรมชาติ สีเปลือกกับสีของไข่แดงจะไม่สม่ำเสมอ เพราะไก่แต่ละตัวกินอาหารที่หลากหลายค่ะ

คุณลุงบอกว่าเนื้อของไก่ที่เลี้ยงแบบนี้อร่อยกว่าไก่บ้านทั่วไปแน่นอน เพราะไก่ที่เลี้ยงแบบปล่อยอิสระนั้นเค้าจะได้วิ่ง ได้ออกกำลัง ไม่อุดอู้อยู่แต่ในกรง ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพจิตดี จึงได้เนื้อที่หนานุ่ม 

คุณลุงยังชวน
โจ้ไปเที่ยวที่ฟาร์มของเค้าที่จ. เพชรบุรีเพื่อไปชิมเนื้อไก่ด้วย ไว้ถ้าได้ไปจะกลับมาเล่าให้ฟังนะคะ เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงไก่แบบปล่อยอิสระ
 

 
อ้อ.. โซนด้านหลังนี้เด็กๆ ชอบกันมากเลยค่ะ หลานโจ้ที่ไปด้วยกันไม่ยอมไปเดินช้อปปิ้งด้วยเลย อ้อนแต่จะให้อาหารไก่กับแพะ และก็เล่นกับเพื่อนใหม่ของเค้าเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปหมด ^^

และนี่ล่ะค่ะ คือจุดที่ทำให้โจ้ถึงบางอ้อในเรื่องชื่อของร้าน “Root Garden” ... ความหมายก็น่าจะเป็น “สวนที่เป็นรากของสิ่งทั้งปวง” ซึ่งก็คือทุกอย่างมาจาก “ธรรมชาติ” นั่นเอง


โจ้ว่าคนจัดงานนี้เค้าเลือกสถานที่ได้ดีนะคะ เพราะที่นี่มีความเป็นธรรมชาติสูงมากซึ่งหาได้ยากในกรุงเทพ คนที่มาเที่ยวก็น่าจะต้องเป็นคนประเภทที่ธรรมดาๆ ติดดินได้ และน่าจะมีจิตใจที่ดีที่พร้อมจะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองมีให้กับคนอื่นๆ ซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของงาน
ละภาพสุดท้ายของรีวิวในวันนี้ ขอเป็นภาพความสุขของเด็ก ๆ ที่ได้ไปเที่ยวทะเลกันในปีที่แล้วนะคะ ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นมากๆ ^^

การพาเด็กๆ ไปเที่ยวทะเลนั้น บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย และไม่เห็นมีความจำเป็นต้องทำเลย แต่โจ้คิดว่าอย่างน้อยสิ่งที่พวกเราทำในวันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ การให้ ซึ่งโจ้มั่นใจว่า เด็ก ๆ ที่ได้ไปเที่ยวทะเลในโครงการนี้จะซึมซับเอาวิถีของการให้นี้ไปต่อยอดได้ในอนาคต 

วันนี้เราได้สร้าง "ผู้ให้" ขึ้นมาแล้วไม่มากก็น้อยล่ะค่ะ
โจ้เชื่ออย่างนั้น ^^
Post by : โจ้ Food Science
เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กันในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์อาหารได้นะคะ ^^ Facebook : Rotjana Wikrantasewee

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles