[Mother and Baby ]  [article] กว่าจะเป็นเด็กนมแม่ ตอนที่ 3 (Breastfeeding Episode 3)

 
 
 
.................หลังจากที่มีเสียงสวรรค์มาทรงโปรด.........................

เกดก็ทำการหาข้อมูลทาง Internet เพิ่ม และโทรไปเพื่อขอนัดเข้าไปที่คลินิกนมแม่ศิริราช
แนะนำว่าต้องโทรนัดนะคะ เพราะเค้าจะรับเคสใหม่นอกโรงพยาบาลวันละไม่กี่คน
คิวของเกดต้องรอข้ามสัปดาห์ แต่หากแม่ๆคนไหนต้องการขอคำปรึกษา พี่ๆพยาบาลก็สามารถให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ได้ก่อนคะ พี่ๆเค้ามีความรู้เป๊ะ ความรู้แน่น สามารถแนะนำก่อนได้เลยคะ

วันที่ 23 หลังจากน้องคลอด
พอไปถึงประมาณ 8 โมงเช้า ก็ไปรับบัตรคิว และพี่พยาบาลก็แจ้งให้ไปทำบัตรใหม่ให้น้องและของเกดที่แผนกเวชระเบียน  
หลังจากนั้นก็ได้คิวพบพี่พยาบาล คำถามแรกที่ถูกถามคือ
“น้องมีพังผืดใต้ลิ้นหรือเปล่าคะ”
เกดก็อึ้งๆคะ ตอบไปว่า “น่าจะไม่มีนะคะ เพราะไปหามา 2 โรงพยาบาล พบมา 3 หมอเด็ก ก็ไม่มีใครแจ้งอะไร และมีหมอท่านหนึ่งบอกแล้วว่าไม่มีพังผืด”

พี่เค้าจับน้องเปิดปาก เท่านั้นแหล่ะคะ
“น้องมีพังผืดนะคะ ระดับน้อยถึงปานกลาง (Class Mild-Moderate) คะ”
เราก็ SHOCK สิคะ แบบ เฮ้ยๆ...ไม่มีๆๆคะ หมอบอกว่าไม่มีคะ (น่านนน…ยังกล้าเถียง) พี่พยาบาลก็เลยเปิดโชว์เลย
เห็นจะๆๆๆ  เอารูปจาก Internet มาให้ดูนะคะ พังผืดใต้ลิ้น หรือ ที่เรียกว่า “Tongue-tie” 


ข้อมูลทางการแพทย์ 
ภาวะลิ้นติดเป็นความผิดปรกติ แต่กำเนิด ทำให้ลิ้นถูกจำกัดการเคลื่อนไหวจากเนื้อเยื่อใต้ลิ้น (Lingual frenulum) ที่ยึดเกาะระหว่างใต้ลิ้นกับพื้นล่างของ ช่องปาก โดยเนื้อเยื่อนี้อาจสั้นไปและยึดติดกับลิ้นแน่นไป หรืออาจเกาะออกไปตามพื้นล่างของลิ้นยาวเกินไป หากเกาะ ไปถึงปลายลิ้น อาจทำให้เห็นปลายลิ้นเป็นรูปตัววีหรือเป็น รูปหัวใจ ๓-๕ ภาวะลิ้นติดมากๆ อาจทำให้ไม่สามารถแลบลิ้น ยื่นออกมาหรือกระดกลิ้นได้ เชื่อว่าเนื้อเยื่อใต้ลิ้นนี้อาจไป ขัดขวางการเคลื่อนไหวตามปรกติของลิ้นที่เป็นลูกคลื่นเวลาที่ ดูดนมแม่ (Peristalsis) และความสามารถในการอมลานหัวนม ส่งผลให้หัวนมแม่มีการชอกชำ
เครดิตข้อมูลจาก: http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000054924


 
ตอนนั้นหน้าชาคะ คือจริงๆแล้วมันเป็นอะไรที่เบสิคมากๆ เป็นสิ่งแรกๆที่น้องควรจะได้รับการตรวจตั้งแต่แรกเกิด 
เกดก็ไว้ใจทางโรงพยาบาลที่น้องเกิด  จึงไม่เคยมีคำถามเรื่องนี้อยู่ในใจ (ถามว่าเคืองมั้ย? ตอบเลยว่า"มาก")  อีกอย่างแม่มือใหม่อย่างเรา ดูไม่เป็นหรอกคะ น้องไม่ได้เป็นเยอะขนาดที่จะดูออกได้อย่างง่ายดายว่ามีพังผืดใต้ลิ้นหรือไม่

ทางคลินิกศิริราชได้ตรวจประเมินเพิ่มเติม เรื่องน้ำหนักของน้อง ซึ่งได้เ
พิ่มขึ้นตามเกณฑ์แล้ว โล่งอกมากคะ กลัวว่าน้องจะกลับมาตัวเหลืองอีก ต่อมาจึงมาตรวจความผิดปกติของหัวนมและลานหัวนมของคุณแม่ ซึ่งก็พบว่าปกติดีคะ แต่มีการอักเสบ “ห้อเลือด” เป็นสีม่วงๆดำ ลักษณะหัวนมเริ่มเบี้ยว (อร๊ากกก... เล่าอย่างไม่อายคะ :39:)

ดังนั้นพี่พยาบาลแนะนำให้เอาพังผืดออกคะ อธิบายว่า น้องไม่เจ็บหรอก มีการทายาชา น้องเข้าห้องผ่าตัดแป๊ปเดียว เลือดออกนิดเดียว สามารถดูดนมได้ต่อเลย อีกอย่าง ถ้าไม่ขลิบออก โตไปอาจกระทบกับการออกเสียงของน้อง
อารมณ์นั้นก็งงๆคะ คิดว่า เอาก็เอา น้องต้องได้รับการรักษา

น้องถูกส่งตัวไปที่ คลินิกรักษาพังผืดใต้ลิ้น ตึกสยามินทร์ ชั้น 5 ไปนั่งรอคิว ในห้องก็จะเห็นคุณแม่หลายๆท่านมานั่งรอ บางท่านก็ให้นมลูกอยู่
ก่อนที่น้องจะถูกห่อตัวเข้าห้องผ่าตัด จะมีเจ้าหน้าที่มาสอบถามให้ประเมินความเจ็บของหัวนมของคุณแม่ ตอนนั้น ถ้าจำไม่ผิด 10 คือ เจ็บมาก ของเกดอยู่ประมาณระดับที่ 8 คะ
จากนั้นก็พบคุณหมอ ท่านก็ยืนยันอีกครั้งว่า น้องมีพังผืดและอธิบายขั้นตอนง่ายๆว่า
1.       จะมีการป้ายยาชาให้น้อง
2.       หมอจะทำการผ่าตัดเอาพังผืดออก
3.       ทำการห้ามเลือด
4.       น้องสามารถกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องมีการใช้ยา และสามารถดูดนมต่อได้ทันที
5.       อีก 1 อาทิตย์ น้องต้องกลับมารับการตรวจติดตามผลอีกครั้ง
เกดก็รับทราบคะ ขณะนั้นน้องกำลังถูกห่อตัวด้วยผ้าสีเขียวของทางโรงพยาบาล โชคดีมากที่น้องไม่ร้องโยเยเลย น้องถูกวางบนรถเข็นถาดพร้อมกับเด็กคนอื่นๆ  หนึ่งรอบผ่าตัดจะมีเด็กประมาณ 5-7 คน (ตัวเลขนี้อาจจะคลาดเคลื่อนได้นะคะ) แล้วน้องก็ถูกเข็นออกจากห้องรอ เพื่อไปทำการผ่าตัด
ตอนนั้นจำได้ว่าเกดอารมณ์แบบแปรปรวนมาก คือก็มั่นใจในฝีมือของทีมแพทย์ศิริราชล้าน % เพียงแต่แอบมีนอยด์ว่าลูกจะเจ็บมั้ย น้องจะร้องไห้มั้ย ในห้องจะเป็นยังไงบ้าง ในหัวก็วิ้งๆ คิดอะไรไม่ออก วันนั้นคุณสามีไปด้วยนะคะ แต่เค้าต้องรออยู่ด้านนอก

.......นั่งรอไม่กี่นาทีแต่รู้สึกเหมือนเป็นชั่วโมง 

และแล้ว น้องก็ออกมาจากห้องผ่าตัด ส่งตัวลูกๆคืนคุณแม่ๆ
ทางพี่พยาบาลก็แนะนำว่า ให้ลองให้นมน้องดูและลองตรวจดูความเจ็บปวด พี่พยาบาลก็ช่วยจัดท่า วางหมอนให้นั่งสบายๆ
ตอนนั้นยังเกรงๆกลัวๆอยู่คะ แต่พอพี่เค้าบอกให้ลอง เราก็ลองสิคะ
ถามว่ายังเจ็บมั้ย ก็ยังเจ็บคะ เพราะยังคงมีอาการอักเสบอยู่ แต่ไม่มากเหมือนแต่ก่อน อาจจะสะดุ้งตอนเข้าเต้า แต่พอเข้าที่แล้วก็รู้สึกดีขึ้น

พอให้นมเสร็จก็กลับไปที่คลินิกนมแม่ต่อ (ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน) 
ในช่วงบ่ายพี่พยาบาลใจดีก็สอนหลากหลายท่าในการให้นมคะ (ไว้เกดมาเล่าต่อในคราวหน้านะคะ)
ต่ที่จะไม่กล่าวถึงก็คงไม่ได้

 
"บนความโชคร้าย เกดก็ยังได้รับความโชคดีกับเค้าบ้าง"

คือ เกดบังเอิญได้พบกับ ศ.นพ. เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านกุมารเวชระดับสูง  อาจารย์ได้รับฟังเรื่องราวของเกด และได้ตรวจดูน้องด้วยตัวเอง ดูอาการตัวเหลือง ดูน้ำหนัก และเรื่องพังผืด ตอนแรกท่านคาดว่าน้ำหนักน้องต้องต่ำกว่าเกณฑ์ แต่กลับเป็นว่าอยู่ในเกณฑ์ จึงออกปากชมว่า เป็นคุณแม่ที่มีความอดทนสูงมากๆ เพราะโดยส่วนใหญ่คนเป็นแม่จะเลิกให้นมลูกแล้วถ้าต้องทนมาถึง 23 วัน เนื่องจากรับความเจ็บปวดไม่ไหว (เกดมันเป็นพวกชอบความเจ็บปวดคะ 555 (ยิ้มทั้งน้ำตา crying)) อีกทั้งยังชมไปถึงคุณพ่อที่มาในวันนี้และคอยเป็นกำลังใจให้คุณแม่

อาจารย์ยังให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับท่าที่ถูกต้องในการให้นม และให้เกร็ดเล็กๆน้อยๆที่สำคัญมากมาตามนี้

1. เวลาจับลูกเข้าเต้าในครั้งแรกๆ ให้ใช้มือประคองที่หลังคอน้อง ส่วนอีกมือให้จับที่เต้าเรา เอาหัวนมเขี่ยปากน้องพอให้ปากเปิด ให้น้องอมลึกไปถึงลานนม คางชิดอก ให้ค้างไว้ 1-2 นาทีเพื่อป้องกันการหลุดหรือไหลลงมาที่หัวนม จนเกิดการบาดเจ็บ (อันนี้ work มากๆสำหรับแม่มือใหม่นะคะ เพราะแรกๆน้องอาจจยังเข้าเต้าไม่เป็น ดังนั้นเราจึงต้องช่วยประคองศีรษะและคอน้องให้ค้างไว้ เพื่อที่จะได้ไม่หลุด เกดว่าจะช่วยลดปัญหาคุณแม่ที่มีน้องไม่ยอมเข้าเต้า)

2. อย่าปล่อยให้เต้าคัด เพราะจะทำให้ลานนมแข็ง น้องจะอมไม่ถนัดและไม่ลึกพอ จะทำให้งับไปที่หัวนม เกิดบาดแผลอีกได้ (หากนมคัดมาก ให้บีบนมออกก่อนจนลานนมนิ่ม จึงค่อยให้น้องเข้าเต้านะคะ)
3. หลังจากที่น้องกำลังเริ่มดูดแบบเข้าที่ ให้ลองหมุนศีรษะน้องให้แหงนขึ้นเล็กน้อย น้องจะได้หายใจได้สะดวกมากขึ้น (ใครทำท่านี้ไม่ได้ ไม่เป็นไรคะ เพราะถ้าน้องไม่มีปัญหาในการดูดนม ก็ปล่อยเลยตามเลย)
4. ตอนน้องทานอิ่มแล้ว เริ่มเปิดปากคายออก ให้สังเกตุหัวนมตัวเองให้ดีๆ ว่ามีลักษณะหัวนมลีบและมีคราบขาวๆติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่า คุณแม่มีน้ำนมเยอะและแรง น้องจึงต้องใช้ลิ้นดัน เพื่อไม่ให้สำลัก
5. อันนี้เทพมากๆ ท่านสังเกตเห็นว่า รอบๆลานนมเกดเริ่มมีก้อนเกาะเป็นวงกลม ท่านก็เลยถามถึงท่าปั๊มนมของเกด ว่า ของเกดเป็นปั๊มคู่ใช่มั้ย และเวลาปั๊มใช้หน้าแขนข้างหนึ่งดันกรวยปั้มคู่ไว้  ส่วนมืออีกข้างก็เอาไปเล่นมือถือ หรือ laptop ใช่หรือไม่   โอ้โห อย่างกับมีตาทิพย์ ถูกทุกข้อคะ เกดเลยได้รับคำแนะนำว่า ท่านั้นไม่ถูกต้อง เพราะเนื่องจากจะเป็นการกดทับรอบๆลานนม ทำให้ท่อนมไหลไม่สะดวก เกิดการจับเป็นก้อน อาจทำให้เกิดท่ออุดตันได้ ให้ถือกรวยทั้ง 2 มือ พร้อมกับการนวดเต้ารอบๆไปด้วย

ท่าที่ถูกต้อง (เครดิตรูปจาก: http://rockstarresearch.com/the-lac-diet/)
6. ส่วนเรื่องการห้ามใช้หมอนให้นม จริงๆแล้ว สามารถใช้ได้ เพราะว่าถ้าน้องโตขึ้นมากกว่านี้ น้ำหนักก็จะเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนที่จะสามารถลองรับน้ำหนักของลูกได้ และอาจจะทำให้เกิดเป็นข้อมืออักเสบแบบเกดอีก
 
นับว่าเป็นความโชคดีของครอบครัวเกดและน้องที่ได้เจอ ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ ผู้ให้คำปรึกษา คำแนะนำและกำลังใจ ขอขอบพระคุณจากใจจริง

ใครต้องการดูเรื่องของคลีนิกนมแม่ศิริราช วิธีการสอนให้นมน้องเพิ่งคลอด วิธีอาบน้ำต้องคลิปข้างล่างนี้คะ 


 
ส่วนคลิปนี้เป็นเรื่องของพังผืดคะ



สรุป1 น้องมีพังผืดที่ลิ้น ทำให้ไม่สามารถเข้าเต้าและมีปัญหาในการเคลื่อนไหวลิ้น จึงต้องใช้เหงือกในการงับเพื่อไม่ให้หลุด และใช้เหงือกขบหัวนมเพื่อรีดนมแทนการใช้ลิ้น
ด้วยเหตุนี้ เกดจึงมีความรู้สึกเจ็บมากและเกิดแผลที่หัวนม จนหัวนมแตก อีกทั้งเมื่อน้องไม่สามารถดูดได้อย่างถูกต้อง ทำให้ได้นมเข้าไปน้อย จึงเป็นสาเหตุที่น้องได้รับนมไม่เพียงพอในช่วงแรกและเกิดอาการตัวเหลืองอย่างที่เล่าไปในตอนที่ 1 นะคะ

ยังคงถามตัวเองว่า ทนมาได้ยังไงตั้ง 23 วันกับการโดนเหงือกขบ? แค่คิดถึงก็สยองคะ จำได้ว่าผ้าเช็ดตัว น้ำจากฝักบัว หรือเสื้อชั้นในก็ยังสัมผัสไม่ได้เลย เจ็บแบบน้ำตาเล็ด เข้าใจว่าแม่ๆที่หัวนมแตกก็คงเข้าใจอารมณ์นี้เหมือนกัน

หลังจากที่เอาพังผืดออก ก็ไม่เจ็บอย่างเคย แต่กว่าความเจ็บจะหายไปอย่างปลิดทั้งก็ใช้เวลารักษาอีกประมาณ 1 เดือนคะ เพราะน้องยังคงต้องดูดนมอยู่เรื่อยๆ ทำให้มีการเสียดสีอยู่ตลอดเวลา การรักษาจึงช้าหน่อยคะ

แต่เรื่องการดูดนมของน้องเป็นไปอย่างสวยงาม น้องน้ำหนักขึ้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาตลอด จนพี่พยาบาลต้องเตือนๆเรื่อง "overfeeding" คะ 

รูปนี้ถ่าย 7 วันหลังจากขลิบพังผืดออกคะ เริ่มมีแก้มยุ้ยๆแล้ว
สรุป2 แนะนำให้แม่ๆมือใหม่ สอบถามทางคุณหมอเด็กของลูกหรือพี่พยาบาลตั้งแต่คลอดวันแรกๆเรื่องพังผืดของน้อง ถ้ามีแนะนำให้ขลิบออกเลย หากทางโรงพยาบาลยืนยันว่าไม่มี แต่เรายังรู้สึกเจ็บมากถึงเจ็บที่สุด อย่าได้ต้องมาทนกับความเจ็บปวดแบบเกดเลยนะคะ รีบไปปรึกษาคลินิกนมแม่ทันทีคะ

สรุป3 เรื่องพังผืดใต้ลิ้นอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและถูกวิธี ก็ทำให้มีผลกระทบตามมาอย่างมากมาย ก่อให้เกิดความทุกข์ทางกายและจิตใจของผู้เป็นแม่ และสุดท้ายอาจทำให้การให้นมแม่ไม่ประสบความสำเร็จ (นมแม่มีคุณประโยชน์ต่อเด็กทารกอย่างมหาศาล) ทำให้ต้องเพิ่มภาระทางการเงินจากการซื้อนมกระป๋องและกระทบไปถึงสุขภาพของเด็กที่จะอาจจะไม่แข็งแรงเหมือนเด็กนมแม่
 
อีกทั้งอย่าเพียงคิดว่า เรื่องหัวนมแตก เป็นความเจ็บปวดแบบขำๆนะคะ ใครไม่เคยไม่รู้หรอก ว่าการให้นมลูกพร้อมน้ำตา มือจิกหมอน ผวาทุกครั้งที่ลูกตื่นและต้องให้นม สภาพจิตใจที่ไม่พร้อมกับการเป็นแม่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อการพัฒนาสัมพันธ์ (Bonding) ความรักระหว่างแม่และลูกได้

 
"แต่เพื่อลูก สัญชาตญานความเป็นแม่ก็ยอมที่จะทนทรมานเพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด"

ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ ตอนนี้น้องก็ได้เป็นเด็กนมแม่โดยสมบูรณ์
แต่....
ยังมีแต่....เรื่องการให้นมของเกดก็ไม่ได้เรียบง่าย เส้นทางยังคงขรุขระ ยังคงมี #ดราม่านมแม่อยู่อีก คราวนี้มีเลือดพุ่งกระฉูดด้วย ขอให้ติดตามในตอนต่อๆไปนะคะ 
  
เครดิตข้อมูล
1. http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=653
2. ขอบคุณคลิปจาก ศิริราช 360

#Mompreneur #MompreneurByGade

ติดตามกันต่อได้ที่ https://www.facebook.com/MompreneurByGade/?fref=ts
 
Post by : momprenuer

พักจากงานควบคุมคุณภาพการผลิตยา มาดูแลคุณภาพชีวิต และเป็น…. A Mompreneur who has just realized that “my life had just began when I had the baby” “ลูกคือจุดเริ่มต้นของชีวิต” #GadeMompreneur  #GadeParentingStyle

ติดตามกันเพิ่มเติมที่
www.facebook.com/MompreneurByGade


- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles