[Food and Beverage ]  [article] มีอะไรอยู่ในไส้กรอก? ... แกะรอยจากฉลากอาหารโดยสาว Food Science ... มาดูๆ กัน

 
 
 
สวัสดีค่า... ช่วงนี้เห็นมีแชร์กันเยอะเลยเรื่องข่าวการพบสารไนเตรทและไนไตรท์เกินมาตรฐานในไส้กรอก 3 ยี่ห้อ จากผลการสุ่มตรวจสอบของศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 
โจ้เองก็เป็นคนนึงที่ชอบทานไส้กรอกมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) บางครั้งก็กินเล่นได้หมดซองเลย... (แต่นาน ๆ ทีนะคะ) และโจ้ก็เป็นผู้บริโภคคนนึงที่ใช้บริการอาหารจากร้านสะดวกซื้อบ่อยมากกกก (ก.ไก่อีกล้านตัว) เรียกได้ว่าเป็น “มือแกะเวฟ” ^^” ... 
ถ้าถามว่า กินอาหารสำเร็จรูปพวกนี้บ่อยๆ ไม่กลัวเหรอ? เห็นมีสารอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ...
วันนี้เรามาหาคำตอบกัน... เริ่มจากไส้กรอกนี่ล่ะค่ะ

ในฐานะของ R&D (ผู้คิดค้นสูตรอาหารenlightened) ที่ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตอาหารมาสิบกว่าปี ... หนึ่งในคัมภีร์ที่สำคัญเล่มหนึ่งของเราก็คือ กฎหมายอาหาร ค่ะ ... ทำสูตรไปก็ต้องตรวจสอบไปว่า สูตรอาหารของเรานั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้มั้ย ซึ่งสำหรับอาหารที่ขายในประเทศไทย เราอ้างอิงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขค่ะ และปราการด่านสุดท้ายที่จะตัดสินว่าสูตรอาหารของเรานั้นปลอดภัยต่อการบริโภคและจะสามารถจำหน่ายในท้องตลาดได้หรือไม่ ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. นั่นเอง
สูตรอาหารที่เราสร้างขึ้นมาจะถูกสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่าในอาหารนั้นมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้างผ่านทางฉลากอาหารค่ะ เราต้องปฏิบัติตามที่คัมภีร์ชื่อ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367)  พ.ศ. 2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ กำหนดไว้

วันนี้เราจะมาเจาะไปที่นางเอกกันเลย นั่นก็คือ ส่วนประกอบของไส้กรอกค่ะ ...

 
  
โจ้ขอยกเอาส่วนประกอบของไส้กรอก"ชิกเก้นแฟรงค์" มาเจาะให้ดูกันนะคะ ตามฉลากด้านบนนี้เลย... และจะขอเล่าเป็น 3 ส่วน
   
ส่วนที่ 1 ส่วนประกอบที่สำคัญ:  กฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าให้แสดง
ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณ เรียงตามลำดับปริมาณจากมากไปน้อย
สำหรับ ชิกเก้นแฟรงค์ ประกอบด้วย เนื้อไก่ 65%, เครื่องปรุงรส (9%) ซึ่งไม่จำเป็นต้องระบุแยกออกมาว่ามีอะไรบ้าง ยกเว้น ส่วนประกอบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องระบุ เช่น วัตถุเจือปนอาหารต่างๆ นั่นเอง (ซึ่งเดี๋ยวจะไปเล่าในส่วนที่ 3 นะคะ อดใจรอแป๊บบ)... จริงๆ แล้วสูตรอาหารเนี่ย ต้องมีตัวเลขครบ 100 นะคะ ในฉลากนี้ยังมีแค่ 74 ... ส่วนที่หายไปก็คือ น้ำ ค่ะ  ซึ่งกฎหมายไม่บังคับให้ต้องระบุ... ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้เลย (สำหรับน้ำตัวเดียวเท่านั้นนะคะ)

 
ส่วนที่ 2 ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: กฎหมายกำหนดให้ระบุข้อความว่า
“มี ……..….” กรณีมีการใช้สารก่อภูมิแพ้เป็นส่วนประกอบของอาหาร หรือ
“อาจมี ………….…” กรณีมีการปนเปื้อนในกระบวนการผลิต แล้วแต่กรณี”
เมื่อเราย้อนกลับขึ้นไปดูฉลากของชิกเก้นแฟรงค์ด้านบน ก็จะแปลได้ว่าสูตรนี้มีการใส่ “นม” เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงรสค่ะ ส่วน “ธัญพืชที่มีส่วนประกอบของกลูเตน, สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง, ไข่, ปลา, ถั่วลิสง,ถั่วเหลือง, ถั่วที่มีเปลือกแข็งและซัลไฟต์” นั้นไม่ได้มีการใส่ลงไปในไส้กรอกสูตรนี้นะคะ แต่มีใช้ในสูตรอื่นๆ ที่อยู่ในสายการผลิตเดียวกัน จึงต้องใช้คำว่า “อาจมี”
 
ส่วนที่ 3 วัตถุเจือปนอาหาร: ส่วนนี้ก็คือเจ้าชื่อสารแปลกๆ ตัวเลขแปลก ๆ ที่เห็นกันอยู่บนฉลากอาหารแล้วทำให้เราทุกคนกังวลใจกันนั่นเองค่ะ... กฎหมายกำหนดให้
“แสดงชื่อกลุ่มหน้าที่ของวัตถุเจือปนอาหารร่วมกับชื่อเฉพาะ หรือ
แสดงชื่อกลุ่มหน้าที่ของ
วัตถุเจือปนอาหารร่วมกับตัวเลขตาม  
International Numbering System : INS for Food Additives”

คัมภีร์เล่มสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจเรื่องนี้ก็คือ ... ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร ... ซึ่งได้ให้ความหมายเอาไว้แบบนี้นะคะ...
“วัตถุเจือปนอาหาร คือ วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารหรือไม่ก็ตาม แต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ทางเทคโนโลยีการผลิต การแต่งสีอาหาร การปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่ง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร
ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงวัตถุที่มิได้เจือปนในอาหาร แต่มีภาชนะบรรจุไว้เฉพาะแล้วใส่รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย เช่น วัตถุกันชื้น วัตถุดูดออกซิเจน เป็นต้น

ความในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงสารอาหารที่เติมเพื่อเพิ่มหรือปรับให้คงคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่

 
ซึ่งวัตถุเจือปนอาหารที่กำหนดรายชื่อไว้ในมาตรฐานนี้เท่านั้น ที่เราสามารถใช้ได้ เนื่องจากได้ผ่านการประเมินความปลอดภัยและกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake: ADI) ไว้แล้ว หรือผ่านการพิจารณาว่าปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดอันตรายโดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุเจือปนอาหารของ Codex รวมทั้งมีการกำหนดระบบเลขรหัสสากล (International Numbering System: INS) โดย Codex ... การใช้วัตถุเจือปนอาหารที่สอดคล้องกับมาตรฐานนี้ เราถือว่ามีความจำเป็นด้านเทคโนโลยีในการผลิตและความสมเหตุสมผลในการใช้ค่ะ

เอาล่ะค่ะ.. ก่อนที่จะไปกันต่อ โจ้อยากให้ทุกคนมารู้จักกับ 3 คำนี้กันว่าคืออะไร เพราะเดี๋ยวจะถูกพูดถึงอีกเยอะเลย...

      
 
ทีนี้จากฉลากของไส้กรอกชิกเก้นแฟรงค์ เรามาดูกันว่า สารแต่ละตัวคืออะไร และทำไมต้องใส่ลงไปด้วยนะคะ
 
http://food.ndtv.com/food-drinks
ตัวที่ 1: โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate/ MSG/ผงชูรส) :46:  ตัวนี้คิดว่าทุกคนน่าจะคุ้นเคยที่สุดละ... ผงชูรสนี่ใส่ลงไปเพื่อให้อาหารมีรสชาติอูมามิ หรือกลมกล่อมขึ้นนั่นเองค่ะ ผลิตมาจากแป้งมันสำปะหลัง หรือกากน้ำตาลจากอ้อยหรือหัวบีท ผ่านกระบวนการย่อยโดยใช้สารเคมี และการหมักโดยจุลินทรีย์
ในแง่ของความปลอดภัยนั้น ก็มีหลายๆ กระแสที่บอกว่าผงชูรสเป็นสาเหตุของ ผมร่วง ตาบอด เป็นหมัน เนื้องอกในสมอง มะเร็ง หรือแม้กระทั่งโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง(AIDS) เป็นต้น... แต่ถ้าเราอ้างอิงจากข้อมูลของ Codex นะคะ ผงชูรสมีค่า ADI  เป็น “Not Specified” คือเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่มีพิษต่ำ และไม่กำหนดปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในอาหารไว้เป็นตัวเลข แต่กำหนดให้ใช้ในปริมาณต่ำสุดที่จะทำให้เกิดผลทางเทคโนโลยีการผลิตที่ต้องการเท่านั้น เช่น กรณีของผงชูรสเนี่ย ไม่ใช่ว่ายิ่งใส่เยอะเท่าไหร่อาหารจะยิ่งกลมกล่อมมากขึ้นๆๆๆไปเรื่อยๆๆๆนะคะ แต่ถึงระดับหนึ่งแล้วรสชาติก็จะแปลกไปกลายเป็นไม่อร่อยไปเลย ถือเป็นการควบคุมปริมาณในตัวเองได้

 
⇒ สิ่งที่น่ากังวลในเรื่องของผงชูรส จริงๆ แล้วเท่าที่มีงานวิจัยสนับสนุนเยอะมีสองส่วนนะคะ ก็คือ
1) อาการแพ้ผงชูรส ซึ่งจะทำให้เกิดอาการชา แสบร้อน ผิวตึง ปวดแน่นหน้าอก ปวดหัว คลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว
ง่วงซึม และอ่อนแรงหลังการรับประทานผงชูรส ซึ่งทางอย.เคยมีงานวิจัยพบว่า คนไทยจำนวน 1% ที่มีอาการนี้ คนเหล่านี้ก็จะหลีกเลี่ยงไม่กินผงชูรสเลย 
2) ภัยแฝงจากโซเดียม ... โซเดียมที่อยู่ในผงชูรสนี่เป็นตัวเดียวกับที่อยู่ใน “เกลือ” เลยค่ะ แล้วก็ยังมีอยู่ในอาหารอีกหลายอย่างเลย และจริงๆ แล้วโซเดียมนี่เป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายนะคะ หลักๆ ช่วยในการปรับสมดุลน้ำ และความดัน แต่ถ้าเราได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ไตก็จะต้องทำงานหนักในการขับออก และนอกจากนี้อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง น้ำเกิน บวมน้ำ น้ำท่วมปอด หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ซึ่งทางอย. ได้กำหนดปริมาณโซเดียมที่คนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปควรได้รับ ต้องไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน... แต่ทุกวันนี้คนไทยบริโภคกัน 4400 มิลลิกรัมต่อวัน!!! ดังนั้น... สิ่งที่เราทำได้เพื่อลดภัยจากโซเดียม ก็น่าจะเป็นการดูปริมาณโซเดียมบนฉลากโภชนาการ และก็ทานอาหารที่ลดเค็มลงครึ่งหนึ่งตามการรณรงค์ของทางราชการนะคะ ^^


ตัวที่ 2: ไดโซเดียม 5’-ไรโบนิวคลีโอไตด์ (Disodium 5'-Ribonucleotides/ Disodium Inosinate กับ Disodium guanosine/ I+G ) :46: ตัวนี้ใส่ลงไปช่วยเสริมกับผงชูรสให้ได้รสชาติอูมามิหรือกลมกล่อมมากขึ้นค่ะ ผลิตจากแป้งมันสำปะหลัง ผ่านกระบวนการย่อยทางเคมี และหมักโดยจุลินทรีย์คล้ายกับผงชูรส แต่สารเคมีและเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ก็จะแตกต่างกันออกไป... มีค่า ADI เป็น “Not Specified” ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุเจือปนอาหารที่มีพิษต่ำเช่นเดียวกับ
ผงชูรสค่ะ ...

                  http://pslainc.com/blog/umami/

ตัวนี้ก็เป็นอีกตัวที่มีโซเดียมนะคะ แต่ปริมาณการใช้จะน้อยกว่าผงชูรสประมาณ 50 – 100 เท่าค่ะ
http://www.edwardsofconwy.co.uk/shop//sausages/gluten-free-pork-sausages
 
ตัวที่ 3: อิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) (INS451i) ตัวนี้มีชื่อว่า Pentasodium Triphosphate :46: เป็นสารที่ช่วยให้น้ำกับน้ำมันรวมตัวกันได้ ไม่แยกชั้นค่ะ ใส่ในไส้กรอกก็เพื่อให้เนื้อเนียน  และไม่เกิดการแยกชั้นของน้ำและไขมันในระหว่างการเก็บรักษา ผลิตขึ้นจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ) กับกรดฟอสฟอริก (กรดชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในน้ำอัดลม) ค่ะ
กฎหมายกำหนดปริมาณการใช้สูงสุดในอาหารอยู่ที่ 2200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาหาร
⇒ ข้อมูลด้านความเป็นพิษโดยเฉพาะของสารตัวนี้ยังไม่มีกล่าวไว้นะคะ แต่จะถูกกล่าวไว้โดยรวมเป็นกลุ่มสารฟอสเฟต ซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินไปอาจเกิดอาการแสบคันผิวหนัง

 
http://miraclewater.asia/v1/kebaikan-air-kangen/air-kangen-anti-oksida/
ตัวที่ 4 สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น INS 316 >> ตัวนี้มีหน้าที่คล้ายๆ วิตามินซีค่ะ มีหลายชื่อ..แต่ที่นิยมใช้คือ Sodium Isoascorbate และ Sodium Erythobate :46: ก่อนอื่นต้องบอกว่าออกซิเดชั่น (Oxidation) คือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารสัมผัสกับอากาศนะคะ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านของสี และกลิ่นของอาหาร เช่น แอปเปิ้ลที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือที่ไส้กรอกมีสีซีดลงหรือกลิ่นเหม็นหืน เป็นต้น การใส่สารตัวนี้เข้าไปก็เพื่อทำให้ปฏิกิริยานี้เกิดช้าลง ทำให้อาหารเปลี่ยนแปลงช้าลงค่ะ... สารตัวนี้ผลิตได้จากน้ำตาลทรายที่ได้จาก อ้อย หัวบีท หรือหรือแป้ง ที่นำไปผ่านกระบวนการทางเคมีนะคะ ⇒ Codex จัดให้เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่มีพิษต่ำ จึงไม่มีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่ใช้ได้ในอาหารไว้เป็นตัวเลข แต่กำหนดให้ใช้ในปริมาณต่ำสุดที่จะช่วยชะลอปฏิกิริยาได้เท่านั้น (อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของ R&D ผู้คิดค้นสูตรenlightenedอย่างโจ้ที่ต้องศึกษาหาปริมาณต่ำสุดที่ว่านะคะ ^^) 
 
ตัวที่ 5: สารคงสภาพของสี INS 250 มีชื่อว่า Sodium nitrite/ ผงเพรก :46: ใช้ในไส้กรอกเพื่อช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์มีสีแดงอมชมพู ไม่ซีด และอีกหน้าที่หนึ่งคือยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่สร้างสารพิษบางชนิดได้ด้วยค่ะ ...ผลิตขึ้นจากกระบวนการทางเคมีของ Sodium Hydroxide, Nitrogen Dioxide และ Nitric Oxide ...

กฏหมายกำหนดปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ได้ในอาหารคือ 125 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมอาหารค่ะ
⇒ ในแง่ของความปลอดภัยนั้น  สำหรับผู้ที่ไวต่อสารนี้ เมื่อรับเข้าไปอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด และปวดศีรษะ และสำหรับบุคคลทั่วไปหากได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปก็สามารถไปทำปฏิกิริยากับสารชื่อเอมีนที่อยู่ในเนื้อสัตว์ ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งที่ชื่อ "ไนโตรซามีน" ได้ ... แต่เราก็มีตัวช่วยคือ เจ้าสารตัวที่ 4 INS 316 นะคะ :28: ที่จะเข้าไปขัดขวางปฏิกิริยา ทำให้ลดการเกิดเจ้าไนโตรซามีนนี้ได้ (นี่ก็เป็นหน้าที่สำคัญของ R&D ผู้คิดค้นสูตรenlightenedอีกเช่นกันนะคะ ที่จะต้องใช้สาร Sodium Nitrate นี้แค่เท่าที่จำเป็น และไม่เกินที่กฏหมายกำหนดไว้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคค่ะ) 


 
 
สำหรับตัวโจ้เอง... ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตอาหารenlightened ก็เชื่อว่าเทคโนโลยีการใช้วัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้ก็ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้อยู่... แต่สิ่งที่สำคัญคือเราต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้มันอย่างถ่องแท้ มีจรรยาบรรณในการผลิตอาหาร และปฏิบัติตามมาตรฐานของกฎหมายอย่างเคร่งครัด 
และในฐานะของผู้บริโภค :27: ก็ยังเชื่อว่าเรายังสามารถกินไส้กรอกและอาหารที่มีวัตถุเจือปนเหล่านี้ได้ต่อไป แต่ก็คงต้องมีแนวทางบางอย่างที่จะทำให้มั่นใจถึงความปลอดภัยได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

1.       กินอาหารที่หลากหลาย ไม่กินซ้ำๆ  ...
ทำอาหารกินเองบ้าง หรือไม่ก็หาซื้ออาหารแนวโฮมเมดเพื่อสุขภาพบ้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีคนทำออกมาขายกันเยอะเลย ...กินอาหารสำเร็จรูปบ้าง ก็เป็นทางเลือกเนอะ ... แต่ก็มั่นใจได้นะคะว่าวัตถุเจือปนอาหารเหล่านี้ จะถูกร่างกายขับออกมาได้ ไม่สะสมในร่างกายถ้าเราไม่ได้รับในปริมาณที่มากและต่อเนื่องนานเกินไปค่ะ ... การกินอาหารที่หลากหลายยังทำให้ได้รับคุณค่าจากอาหารได้ครบถ้วนมากกว่ากินซ้ำๆ อีกด้วยนะ ... 
2.       กินอาหารรสชาติกลางๆ... ชีวิตก็ต้องมีรสชาติเนอะ จะกินจืดเกินไปก็คงไม่อร่อย... จัดเกินไปก็อาจจะมีโทษต่อร่างกายได้ วิธีการง่ายๆ ของโจ้ก็... เอาเป็นว่า ถ้าเราคิดจะเติมเครื่องปรุงลงไปเท่าไหร่ ก็ให้หักออกซักครึ่งนึงละกันค่ะ
3.       เลือกซื้ออาหารที่มีเลขอย.  ... ก่อนที่จะได้เลขนี้มา ผู้ผลิตเค้าต้องส่งรายการส่วนประกอบโดยละเอียดให้ทางอย.ดูเพื่อตรวจสอบค่ะ รวมถึงปริมาณของวัตถุเจือปนอาหารที่ใช้ด้วย.. อย.เป็นหน่วยกรองของเราค่ะ ถ้าเค้ากรองมาแล้วก็แปลว่าอาหารนั้นน่าจะปลอดภัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
4.       อ่านฉลากอาหารก่อนซื้อ ... อย.เองก็ต้องตรวจสอบฉลากอาหารก่อนอนุญาตให้ขายด้วยเช่นกันค่ะ และฉลากอาหารเองก็จะบอกข้อมูลวัตถุเจือปนอาหารทั้งหมดที่ใช้ รวมถึงคำเตือนต่างๆ เช่น อาหารบางอย่างไม่เหมาะกับทารกและสตรีมีครรภ์ หรือเครื่องดื่มนี้ไม่ควรดื่มเกินวันละกี่ขวด ไว้ด้วย

จริงๆ แล้ว วัตถุเจือปนอาหารนี่ยังมีอีกเยอะกว่านี้มากๆ surprise  ไว้คราวหน้าโจ้จะมาเล่าถึงตัวที่อยู่ในอาหารประเภทอื่นๆ บ้าง เพื่อไว้เป็นทางเลือกในการบริโภคกันนะคะ ^^ ... เอาเป็นว่า ใครอยากรู้เรื่องอะไรก็บอกกันเข้ามาได้ เดี๋ยวจะไปหาข้อมูลมาเจาะให้ดูค่ะ 

 
หากใครที่สนใจในเรื่องของ Food Science หรือการแปรรูปอาหารสามารถเข้ามาพูดคุยกันต่อได้นะคะ ที่เพจ www.facebook.com/rotjana.wikrantasewee เลยค่ะ
 
ข้อมูลอ้างอิงจาก
http://food.fda.moph.go.th/law/index.php
http://www.fao.org/fao-who-codexalimentarius/standards/gsfa/en/
https://en.wikipedia.org/wiki/
http://www.chaladsue.com/new/index.php/ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อประเภทอาหาร-สุขภาพ-32662/2351-ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ-ประเภทบริการ-ฉบับที่-181-ไนเตรท-และ-ไนไตรท์-ใน-“ไส้กรอก”
Post by : โจ้ Food Science
เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้กันในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์อาหารได้นะคะ ^^ Facebook : Rotjana Wikrantasewee

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles