[Love Learning ]  [article] ครูตุ้ยแนะแนว‬ – เรียนเก่งแบบพี่ทิ้ว

 
 
 


‪‎ครูตุ้ยแนะแนว‬ - เรียนเก่งแบบพี่ทิ้ว

ยุให้น้องชายเขียนบทความแนะนำเทคนิคการเรียนและการเตรียมตัวสอบครับ ทิ้วมี work-life balance ที่ดีครับ

ในแง่การเรียน‬ ได้ 4.00 ที่เซนต์คาเบรียลตั้งแต่ประถม - มัธยมต้น จบเตรียมอุดมฯ ที่ 3.98 เกรดที่คณะแพทย์ จุฬาฯ 4.00 จนถึงตอนนี้กำลังจะขึ้นปี 3 ตอนเด็กด้วยความที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีจึงได้เรียนพิเศษน้อยมาก แต่เค้าก็ยังเรียนได้ดีด้วยเทคนิคของเค้าเอง (ต้องขอบคุณโรงเรียนเซนต์คาเบรียลที่ให้ทุนการศึกษาตลอดเวลาที่ทิ้วเรียนอยู่ครับ)

‪‎ในแง่การเล่น‬ เค้าก็เหมือนเด็กทั่วไป อยากไปเที่ยวเล่น อยากไปต่างประเทศ เพื่อนๆ เค้าฐานะดีเยอะ เค้าแก้ปัญหาโดยการเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันตามที่ต่างๆ สมัยเรียนที่เตรียมฯ ก็เล่นกีฬาเหมือนเด็กทั่วไป ได้เหรียญทองแดงปิงปองด้วย (พี่ชายเคยได้แค่ที่ 4 -_-') เข้าหมอก็แข่งกีฬาเพรชชี่ได้เหรียญทอง

ปัจจุบันเค้ายังแบ่งเวลาเป็นผู้ช่วยวิจัยให้อาจารย์ที่ จุฬาฯ และยังสอนพิเศษวันเสาร์เพื่อเป็นค่าขนมส่งตัวเองเรียนนอกเหนือจากที่ได้รับทุนค่าเทอมและกินอยู่จากรัฐบาลครับ

ด้านล่างนี้เป็นสิ่งที่พี่ทิ้วอยากจะแบ่งปัน

‪สวัสดีครับ‬ พี่ชื่อทศวิทย์ ติยะรัตนาชัย (ทิ้ว) ตอนนี้เป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังจะขึ้นปี 3 ครับ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์การเรียนและเตรียมตัวสอบให้น้องๆ อ่านกันครับ
พี่จะขอเล่าเป็น timeline ละกันครับ


ป.1 – ป.4
ช่วงนี้พี่ตั้งใจเรียนในห้องอย่างเดียวเลยครับ กลับมาบ้านก็เคลียร์การบ้านให้หมดก่อน เวลาที่เหลือจะทำอะไรก็ว่าไป เล่นกีฬา เปียโน ดูการ์ตูน เล่นเกม (พี่เล่นแต่พวก Nintendo, Playstation ไรงี้นะ ไม่เคยเล่นเกมออนไลน์) พี่ไม่เรียนพิเศษครับ ไม่อ่านหนังสือด้วย อาศัยเรียนในห้องให้เข้าใจไปเลย ตอนก่อนสอบถ้าจำไม่ผิดก็อ่านหนังสือน้อยมากหรือไม่อ่านเลยครับ

ป.5 – ป.6
พี่เริ่มอ่านหนังสือแบบเป็นชิ้นเป็นอันตอน ป.5 ครับ จะอ่านวิชาที่ชอบ(คณิตศาสตร์)ก่อนไปเรียน ตั้งใจเรียนในห้อง ทำการบ้าน แล้วจะไปอ่านหนังสืออีกทีก็ตอนก่อนสอบเลย ยังไม่เรียนพิเศษเหมือนเดิมครับ ดูการ์ตูน เล่มเกมน้อยลง

ม.1 – ม.2
พี่เริ่มเข้าชมรมหุ่นยนต์ตอน ม.1 เรื่องนิสัยการเรียนก็คล้ายๆตอน ป.5 – ป.6 แต่ต้องแบ่งเวลามากขึ้นเพราะทำกิจกรรมมากขึ้น ชมรมหุ่นยนต์ให้อะไรดีๆกับพี่มากครับ พี่รู้สึกว่าได้ฝึกกระบวนการคิดจากการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์เยอะเลย ช่วงนั้นทุกวันหลังเลิกเรียนพี่จะมาอยู่ที่ห้องชมรมหุ่นยนต์ถึงประมาณหกโมงเย็น พี่รู้สึกสนุกกับมันมาก ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย จำได้ว่าตอนนั้นชอบอะไรที่เกี่ยวกับการใช้ logic เขียนโปรแกรมมาก ถึงขนาดที่ว่าเขียนเกม Sudoku ในโปรแกรม Excel ส่งงานครู

มาถึงตรงนี้ พี่ต้องบอกก่อนว่า ในช่วง ป.1-ม.2 ผลการเรียนพี่อยู่ในระดับดีภายในโรงเรียนครับ ได้ certificate เกือบทุกปี แต่ไม่เคยได้รับรางวัลจากการแข่งขันวิชาการภายนอกเลย (พวก สสวท., สอวน.)


ม.3
ช่วง ม.3 นี้เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตการเรียนของพี่เลยครับ จุดเริ่มต้นมาจากตอนก่อนขึ้น ม.3 พี่ชายทักให้ลองไปสอบเข้าเตรียมอุดมฯ พี่ก็ลองทำข้อสอบเก่าดูครับ shock ไปเลย รู้สึกว่าที่เรียนดีอยู่ในโรงเรียนนั้น ยังไม่พอที่จะไปสอบแข่งขันข้างนอก (จริงๆ ก็รู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่ประถมปลายแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้จริงจังอะไร เพราะไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะไปสอบแข่งขัน) พี่ก็เริ่มเตรียมตัวอย่างจริงจังเลยครับ อ่านหนังสือเอง ทำแบบฝึกหัด ทำโจทย์แนวแข่งขัน ช่วงนี้พี่เริ่มเรียนพิเศษเป็นครั้งแรก แต่เรียนไม่เยอะนะครับ เรื่องเล่นเกมนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย เลิกเล่นก็ตอนนี้นี่แหละ แต่กิจกรรมผ่อนคลายอย่างอื่นก็ทำอยู่ เช่น เล่นกีฬาโดยเฉพาะปิงปอง ดูหนัง และร่วมชมรมหุ่นยนต์ตามเดิม

ม.4 – ม.6
เป้าหมายหลักช่วงนี้ก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิธีเรียนของพี่คืออ่านก่อนไปเรียน คือมีเป้าหมายอยู่ในใจว่าจะต้องอ่านเนื้อหา ม.ปลายให้จบแต่เนิ่นๆ จะได้พร้อมสอบเข้ามหาลัย ต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมในโรงเรียนก็เป็นแรงผลักดันให้พี่อ่านหนังสือพอสมควร บางทีพี่เกิดอารมณ์ขี้เกียจ ไม่อยากอ่าน แต่พอหันไปข้างๆ เจอเพื่อนนั่งทำโจทย์ เจอเพื่อนเอาโจทย์มาถาม ถามกันไปมา มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราตั้งใจมากขึ้น

ช่วงม.ปลายนี้พี่เข้าร่วมโครงการ สอวน. ฟิสิกส์ ด้วยครับ พี่สนับสนุนให้น้องๆเข้าโครงการนี้นะ มีทุกวิชาเลย เลข ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คอมพิวเตอร์ ดาราศาสตร์ เป็นการส่งเสริมสมรรถภาพตามความชอบของตัวเอง

เรื่องเรียนพิเศษตามเทอมพี่เรียนเฉพาะวิชาชีววิทยาครับ ตอนนั้นเป็นวิชาที่พี่ไม่ถนัดที่สุดแล้วในวิทย์ 3 ตัว คือพี่เรียนเฉพาะวิชาที่ไม่ถนัดและอยากเรียนครับ อย่างภาษาไทยกับสังคมพี่ก็ไม่ถนัด แต่ไม่อยากเรียนเพิ่ม เพราะเรียนไปก็คงหลับ เอาเวลาไปอ่านสิ่งที่ชอบดีกว่า


‪การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย‬
อย่างแรกที่น้องควรทำคือค้นหาตัวเองครับ หาให้เจอว่าตัวเองชอบอะไร อยากเรียนต่ออะไร วางแผนอนาคตตัวเองว่าอยากให้เป็นยังไง น้องจะได้มีเป้าหมายและจะได้รู้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไรครับ พี่เริ่มเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างจริงจังตอนปิดเทอมม.5ขึ้นม.6 คือเรียนจบเนื้อหาม.ปลายทั้งหมดตอนขึ้น ม.6 พอดี

วิธีเตรียมตัวของพี่ก็คือเรียนพิเศษคอร์ส Entrance วิชาละหนึ่งที่ ยกเว้นวิชาที่พี่ถนัด เช่น ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ จุดสำคัญคือพอเรียนพิเศษจบในแต่ละวันพี่จะกลับมาอ่านทบทวนและทำแบบฝึกหัดครับ ไม่งั้นจะเหมือนไม่ได้เรียนเลย นอกจากเรียนพิเศษแล้วพี่ก็มีอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ทำโจทย์แนวข้อสอบเก่าด้วย ตอน ม.6 พี่ก็ไล่เก็บเรื่องที่ไม่เข้าใจครับ ทำโจทย์ไปเรื่อยๆ แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน แล้วก็สอบสนามต่างๆ สนามสอบส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง ม.6 เทอม 2 แต่ก็มีบางที่สอบตอนช่วง ม.6 เทอม 1 เลยครับ เพราะฉะนั้น เตรียมตัวแต่เนิ่นๆมีชัยไปกว่าครึ่งครับ

เหตุผลที่พี่เลือกเข้าคณะแพทย์หลักๆก็คือที่บ้านอยากให้เรียนครับ พอเข้ามาเรียนก็รู้สึกว่าคิดถูก ยิ่งเรียนไปก็ยิ่งรู้สึกว่าถ้าเราเป็นหมอที่เก่งและดี ก็สามารถช่วยคนได้เยอะ ซึ่งพี่ก็เอาจุดนี้มาเป็นแรงผลักดันในการเรียนด้วย
การเรียนในมหาวิทยาลัย

เป็นที่รู้กันว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบตัวเองให้มากครับ พี่มีวิธีการเรียนที่เป็น pattern ก็ตอนเรียนในมหาวิทยาลัยเนี่ยแหละ เนื่องจากเนื้อหาวิชาแพทย์ค่อนข้างเยอะ พี่เลยเรียนโดยอ่านก่อนไปเรียนครับ พี่ชอบอ่านพวก textbooks ที่เป็นลักษณะกึ่งๆ review ก่อนไปเรียน บางทีอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร ขอแค่เห็นภาพคร่าวๆก่อนเรียนก็พอ และได้รู้กว้างๆนอกเหนือจาก lecture อาจารย์ด้วย ต้องขอบคุณโรงเรียนเซนต์คาเบรียลมากครับที่ปูพื้นภาษาอังกฤษพี่มาเป็นอย่างดี ทำให้พี่อ่าน textbooks พวกนี้ไม่ติดขัดเลย พอฟัง lecture อาจารย์เสร็จก็กลับมาอ่านทวนทุกครั้ง ทำให้พี่ไม่ต้องอ่านหนังสืออัดมากตอนใกล้สอบ

ส่วนเรื่องกิจกรรมพี่ก็ทำบ้างครับ แต่ไม่เยอะ กิจกรรมที่พี่ทำส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยงานเวลาคณะมีจัดงาน และพี่ก็อยู่ในทีมวิชาการของชั้นปีด้วย ทำงานที่เกี่ยวกับวิชาการ เช่น แนะแนวน้องๆ ม.ปลาย ในงานแนะแนวศึกษาต่อที่คณะจัด เมื่อไม่นานมานี้พี่ได้เข้าร่วมโครงการของคณะ ชื่อโครงการ “เพชรชมพู” เป็นโครงการส่งเสริมทักษะการวิจัยและการเป็นอาจารย์แพทย์ครับ พี่เข้าร่วมโครงการนี้เพราะพี่อยากทำอะไรใหม่ๆนอกเหนือจากการเรียนตามหลักสูตร การมาสัมผัสงานวิจัยทำให้พี่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากครับ อีกเหตุผลคือพี่คิดว่าการเป็นอาจารย์แพทย์จะทำให้พี่ได้พัฒนาตนเองอยู่เสมอและได้ส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นต่อๆไปครับ

เรื่องการแบ่งเวลาพี่จะใช้เวลาหลังเลิกเรียนมาทำวิจัย เพราะปกติช่วงหลังเลิกเรียนพี่จะไม่ค่อยมีอารมณ์อ่านหนังสือ จึงคิดว่าเอาเวลามาทำวิจัยกับทำกิจกรรมผ่อนคลายน่าจะดีกว่า

พี่หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจแก่น้องๆ ครับ ขอให้น้องๆ โชคดีครับ



อ่านเรื่องราวดีๆ ในห้องเรียนเพิ่มเติม

 (พี่ทิ้วสอนที่ iKnow ครับ)
 
Post by : RTDiary บันทึกของครูตุ้ย

บันทึกของครูตุ้ย RTDiary “การศึกษาเป็นประกันของชีวิต เพิ่มความน่าจะเป็นในการสำเร็จ ลดความเสี่ยงในการล้มเหลว” www.facebook.com/rtdiary Line ID: tui-ronnachai


- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles