[นักสร้างภาพ ]  [article] ท่องเมืองพาราณสี กับชีวิตริมแม่น้ำคงคา | By ... Lively Oat

 
 
 

วัสดีค่ะ

Oat : Lively Oat ค่ะ

วันนี้ จะมาขอรำลึกความหลังย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีที่แล้วซะหน่อย ตั้งแต่เดือนมีนาคม มี 2008 ค่ะ กับการไปเที่ยวอินเดียค่ะ ที่เมืองพาราณสี เมืองที่ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่เก่าแก่และโบราณที่สุดในโลกค่ะ ซึ่งขอบอกเลยว่า การไปอินเดียในครั้งนั้น จัดเป็นทริปถ่ายภาพ ที่วิเศษที่สุดในชีวิตเลยค่ะ นับเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

ทริปนี้ เป็นทริปที่พี่ต่อ ต่อวงศ์ ศาลวาลา หรือ พี่หาว แห่ง 2how.com ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการเป็นผู้ที่ชวนไปค่ะ

จริงๆ พี่เค้าก็แอบไปนัดกับแฟนก่อน แล้วแฟนก็มาชวนให้ไปค่ะ แอบมีอึ้งไปนิดนึงตอนมาชวนก็ตรงที่ ที่อื่นมีตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่ไป ต้องไปอินเดียเนี่ยนะ จะรอดมั้ยเนี่ย 555++

พวกเราไปพร้อมกันกับเพื่อนๆ รวม 12 ชีวิตค่ะสำหรับทริปนี้ เพื่อนๆที่ไปก็มีทั้งที่เป็นตากล้องอาชีพ เป็นเจ้าของกิจการก็มี พนักงานบริษัทธรรมดาๆ (อย่างโอ๊ต) หรือนักศึกษาก็มีค่ะ และถึงแม้พวกเราจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน และแม้อาชีพของพวกเราจะแตกต่างกัน แต่ทุกๆ คนก็รักในการถ่ายภาพเหมือนกันค่ะ

และที่ชอบเป็นพิเศษอีกอย่างหนึ่งของเพื่อนๆกลุ่มนี้ก็คือ ถึงแม้ Skill การถ่ายภาพของพวกเราจะแตกต่างกัน แต่พวกเราก็เข้ากันได้ด้วยดีค่ะ เรียกได้ว่า แค่เวลาไม่กี่นาทีเราก็สนิทกันเหมือนคบกันมาตั้งนานแล้ว ดีใจมากๆ ค่ะ เพราะทีแรกเกร็งมาก กับแฟนนี่ยิ่งเกร็งเลยค่ะ 555 ... แต่ตั้งแต่ครั้งแรก ที่พบเจอกับเพื่อนๆ ไม่เป็นอย่างที่เรากลัวเลยค่ะ พวกเรานี่คอยช่วยเหลือกันตลอด คอยแนะแนวกัน สอนกัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การถ่ายภาพกันแบบไม่มีกั๊กเลยค่ะ เรียกได้ว่า ต่อให้เป็นมือใหม่สุดๆ ถ้าได้ไปด้วยกันกับพวกเราในตอนนั้น จะรักการถ่ายภาพเพิ่มอีก 2000% เลยค่ะ

มันเป็นอะไรที่สนุกมาก !!

และสิ่งที่ทำให้ทริปนี้ เป็นทริปถ่ายภาพที่วิเศษที่สุดในสามโลก ก็เพราะว่า เป็นทริปที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการถ่ายภาพจริงๆค่ะ เราใช้ชีวิตกันที่อินเดีย ที่เมืองพาราณสี เมืองเดียวเท่านั้นค่ะ แทบจะจุดๆเดียวของเมืองด้วย และแทบจะเป็นที่ที่เดียวด้วย ตลอดทั้งสัปดาห์ พวกเราตื่นเช้า นั่งเรือ ถ่ายภาพ พอตอนสายๆ ก็เดินเข้าเมือง เดินไปตามตลาด ผ่านบ้านเมือง ผ่านผู้คนมากมาย พวกเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แบบนี้ทุกๆวันค่ะ

ในตอนแรกๆ ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไม ทริปนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นแบบนี้ แต่ก็มาเข้าใจได้เองทีหลังค่ะ ว่า ...


การที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่หนึ่งๆในระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เราได้สัมผัส ได้พอเข้าใจในวิถีชีวิตของผู้คนและธรรมชาติในแบบที่มันเป็นแล้วละก็ ... เราจะเข้าใจได้ค่ะว่า ความสวยงามที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร 


ซึ่งเมื่อเราสามารถเข้าใจตรงนี้ได้แล้ว เราก็จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิตเหล่านั้นออกมาได้อย่างเต็มที่นั่นเองค่ะ

ลืมๆ ... ลืมบอกไป สำหรับทริปนี้ กล้องประจำตัวที่ Oat ใช้ก็คือ กล้อง Nikon D70s ค่ะ ส่วนเลนส์ติดกล้องก็คือ เลนส์คิท 18-70 ค่ะ จริงๆก็มีเอา Nikon D300 ของแฟนมาถ่ายด้วย แต่ก็นานๆครั้ง ส่วนเลนส์ (ของแฟน) ก็มีทุกช่วงแหละค่ะ ตั้งแต่ Wide Normal และ Tele ค่ะ แต่ส่วนตัวแล้ว 98% ที่ใช้อยู่ ก็ 18-70 นี่แหละ แน่นอนที่สุดละ เพราะเหตุผลง่ายๆ ... ขี้เกียจเปลี่ยนเลนส์ค่ะ มันวุ่นวาย และเลนส์อื่นมันหนัก ขี้เกียจแบกค่ะ 555++

รายละเอียดของทริป ยอมรับตามตรงเลยว่า ข้อมูลอาจจะตกหล่นไปบ้าง ต้องขออภัยด้วยนะ (เก๊าลืมอ่ะ มันนานมากแล้ว)





การเตรียมตัว


ก่อนอื่นคงต้องบอกว่าเตรียมใจไว้ก่อนเลย แหม ... ได้ยินเรื่องเล่าของหลายๆคนมาก่อน ชักจะไม่มั่นใจละ ว่าจะไหวมั้ย นอกจากเสื้อผ้า กล้อง เลนส์ อุปกรณ์ ที่ล็อคกระเป๋า ยา ที่ห้ามลืมเลยคือเจลล้างมือ อิชั้นซื้อไป ... โคตรเยอะ กลัวไม่พอ 5555 อารมณ์แบบ เดินๆอยู่ ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ล้างมือนี่แหละค่ะ


อารมณ์แรกเมื่อบินถึง
 

     เหย!!!!มีทหารยืนถือปืนต้อนรับอยู่ หน้าตาทุกคนมีสีค่ะ ทั้ง แดง เขียว บางคนนี่สารพัดสี มารู้ทีหลังว่าเราไปตรงกับช่วงเทศกาล Holi Festival ของชาวอินเดียพอดี แต่ที่สนามบินเค้าห้ามถ่ายรูปค่ะ เลยไม่มีรูปมาฝาก กว่าจะออกมาจากสนามบินได้นี่ก็ลุ้นมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่สงสัยว่าอีทริปถ่ายรูปนี้จะพกกล้องกันมาทำไมเยอะแยะ ป๊าด!!!! 10 คนก็กล้อง 10 ตัวละ ไหนจะเลนส์อีก ไหนจะอุปกรณ์อีกเป็นกระเป๋าใบใหญ่ๆกันทั้งนั้น ... เคลียร์กันซักพักใหญ่ๆ จึงได้ออกมาจากสนามบินซะที เรียกได้ว่า "โล่ง" จนตัวเบาเลยค่ะ 555
 

     การเดินทางจากสนามบินไปโรงแรมที่พัก เรานั่งรถคล้ายๆรถตู้ค่ะ พอรถออกเท่านั้นแหล่ะ ความตื่นเต้นมาเลย (นึกถึงเพลงอินเดียประกอบ จะเพิ่มอรรถรสในการอ่าน) เริ่มจากคนขับชอบหันมาคุยกับพวกเราตลอดเวลา ถนนที่นี่ไม่มีเลนขับกันมั่วมาก ถ้าขับรถสวนกันคือวัดใจกันวินาทีสุดท้ายว่าใครจะหลบ บีบแตรตลอดเวลา (อ่อ ... การบีบแตรที่นี่ ถือเป็นมารยาทที่ดีค่ะ ถนนหนทางของที่นี่จึงมีเสียงแตรเต็มไปหมด ... Horn Please !!) 

 

ถนนที่นี่ ไม่ใช่ที่ที่ให้รถยนต์วิ่งได้อย่างเดียว มันคือที่เดินของวัว แพะ และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ขับรถผ่านวัวก็ตีตรูดวัวที่นึง และรถทุกคันไม่มีกระจกมองข้าง คิดเองว่ามันคงจะอยู่ไม่ได้ซินะ ขับเบียดกันขนาดเน้ กว่าจะถึงโรงแรมนี่อ้าปากน้ำลายเหนียวทีเดียว 55555 !!!! (ทีแรกว่าจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพตั้งแต่ที่ได้ขึ้นรถ แต่ไปๆมาๆ ขอใช้มือทั้งสองข้างหาอะไรยึดไว้น่าจะปลอดภัยกว่า ... ฮาาา)
 



 

โรงแรมที่ชาวคณะเราไปพัก มีชื่อว่า Divya Hotel อยู่แถวๆ บริเวณ Assi Ghat ที่พักที่นี่ก็ถือว่าโอเคเลย ดูสะอาดและปลอดภัย อีกทั้งบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Restaurant (เป็นอาหารนานาชาติด้วยนะ) ซักรีด หรือ Internet ก็มีให้ ที่สำคัญเลยคือห้องน้ำโอเค 555++ แค่นี้ก็หายห่วง เบาใจไปหนึ่งเรื่อง
 

      

 

อาหารการกินที่นี่ก็ไม่ถือว่าลำบากมาก มีร้านอาหารญี่ปุ่น มีร้านเบเกอรี่ ไว้พอฝากท้องได้ สำหรับคนที่อาจจะไม่เก่งกับอาหารของอินเดีย (แต่แนะนำให้ลองทานดูนะ บางอย่าง อร่อยเกินคาด ขอบอก) แต่ข้อห้ามเลยคือ ห้ามใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก ต้องล้างมือบ่อยๆ ห้ามกินน้ำแข็ง ถ้าอยากกินเครื่องดื่มเย็นก็ให้สั่งแบบแช่เย็นเอา ซึ่งก็จะปลอดภัยกว่าเยอะ
 



เนื่องจากทริปนี้เราเน้นการมาถ่ายรูป ทุกๆวันตอนเช้า พวกเราจะตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด เราจะไปนั่งเรือพาย เพื่อที่จะล่องแม่น้ำคงคา เพื่อไปดูวิถีชีวิตรอบๆแม่น้ำ และนั่นคือจุดประสงค์ที่เรามาพักกันที่ Assi Ghat ซึ่งเราขึ้นเรือกันที่นี่ ก็เหมือนกับขึ้นรถเมย์ตั้งแต่ต้นสายเลยนั่นเอง เส้นทางก็ไม่มีอะไรมาก นั่งรถต้นสาย นั่งไปจนสุดสาย แล้วก็นั่งกลับมาที่เดิม เส้นทางการเดินทางในช่วงเช้าและเย็นของเราง่ายมาก และสนุกมากเช่นกัน
 

คนที่นี่นับถือแม่น้ำคงคาว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ และใช้น้ำในแม่น้ำคงคาตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็น ดื่ม อาบ หรือการใช้สอยต่างๆ และแม้แต่ใช้ลอยเถ้ากระดูกของศพด้วย แม่น้ำคงคานี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยวิถีชีวิต จริงๆค่ะ
 

 

นอกจากนั่งเรือแล้ว ยังมีโอกาสได้เดินตามซอกซอยบ้านเมืองเค้าด้วยค่ะ เราได้เห็นการใช้ชีวิตจริงๆของคนที่นี่ บ้านเรือน ทางเดิน เต็มไปด้วย แสงและเงา อารมณ์ ความรู้สึก  แถมมีโอกาสได้ไปดูโรงงานที่ผลิตผ้าแบบแนบชิด ชนิดวัดใจว่าจะกลับบ้านได้มั้ยถ้าไม่ซื้อผ้ากลับด้วย ตื่นเต้นขนาดไหนคิดดู ลืมถ่ายรูปกันเลยทีเดียว
 


สิ่งที่ทำให้ที่นี่ดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก นอกจากบ้านเรือนที่นี่จะทาสีสวยมากแล้ว แม้แต่การแต่งตัวก็แต่งกันแบบสีสันจัดเต็ม โอ้ยย ... สีสวยยยย มาก 
 

 

แรกๆที่มา บอกตามตรง เราถ่ายภาพผู้คนแทบจะไม่ได้เลย ถ่ายมาก็เสียเยอะแยะมาก แล้วก็มีแต่คนที่ไม่ยอมให้ถ่าย แถมถ้าถ่ายแล้ว บางคนยังตามมาทวงเก็บตังค์อีกด้วย แรกๆก็รู้สึกไม่ดีเลย แต่พี่หาวก็แนะนำวิธีคิดให้อย่างหนึ่ง สำหรับการถ่ายภาพผู้คนที่นี่ ก็คือ ... 

อย่าคิดแต่จะไปถ่ายภาพเค้า แต่ให้คิดที่จะทำความรู้จักพูดคุยกับพวกเค้าแทน

... แรกๆก็งงนะ แต่พอลองทำตาม ก็ชักแปลกใจ เราสามารถถ่ายภาพผู้คนได้ง่ายขึ้น แถมได้ภาพดีๆมาอีกเพียบ บางคนขอให้ถ่ายแล้วถ่ายอีกอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมให้ไปไหนเลยก็มี บางคนชอบมากถึงขนาดให้ Email ไว้ เพื่อให้เราส่งรูปกลับมาให้เค้าก็มีนะ ... ก็เลยมาเข้าใจบทเรียนนี้ในทีหลัง มันคือมิตรภาพนำภาพถ่ายนั่นเอง 555 (แต่คนที่ไม่ชอบให้ถ่าย และไม่อยากให้ถ่ายก็มี เราก็ไม่ถ่ายนะ ถือว่าเคารพสิทธิส่วนบุคคลของเค้า)

 


 

ขออนุญาตแทรกตรงภาพนี้เล็กน้อย ภาพชายคนนี้ เราไม่ถือว่าเค้าโป้เปลือยหรืออนาจารนะ จริงๆแล้ว ชายคนนนี้ คือ นักมวยปล้ำ ซึ่งสำหรับที่นี่ กีฬาชนิดนี้ถือเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมประเภทหนึ่งเหมือนกัน เป็นกีฬาที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของผู้ชายประมาณนั้น และสถานที่ที่ได้ไปถ่ายภาพนี้ ก็คือ สถานที่ฝึกสอนมวยปล้ำนั่นเอง ซึ่งก็อยู่ใกล้ๆกับ Assi Ghat นั่นแหละ
 


ก่อนจะกลับ ก็ต้องแวะซื้อของฝากกันซักหน่อย

การไปเดินตลาดของพวกเราในทริปนี้ (หรือถ้าอยากจะไปไหน) เราจะใช้แผนที่ และ Review ต่างๆ ใน Internet รวมถึงข้อมูลที่ถามไถ่จากผู้คนในละแวกนั้นเอา ซึ่งหลักๆ ก็คือพี่หาวนั่นแหละ ที่คอยไกด์ให้ก่อน ส่วนที่เหลือ คือพวกเราเดินลุยกันเอง แอบมีหลงนิดๆเหมือนกัน แต่ก็สนุกดีค่ะ กับการผจญภัยของพวกเราในครั้งนั้น

 

 

 

 


รูปที่ถ่ายมาทั้งหมดในทริปนั้น มีรวมๆ เป็นหมื่นรูปเลย แต่ไม่ต้องงงนะคะ รูปที่ไม่โอก็มีเกินครึ่งเช่นกัน 555

แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะจากการที่ได้ไปทริปอินเดียในครั้งนั้น มันทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวการถ่ายภาพเพิ่มมากขึ้นเยอะแยะมากมาย จากคนที่ถ่ายภาพไม่เป็น (พูดได้เต็มปาก) ก็สามารถมีมุมมอง และวิธีคิดสำหรับการถ่ายภาพที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ เรียกได้ว่า จากยุคมืดของการถ่ายภาพของเรา เหมือนได้พบโลกใหม่เลยจริงๆค่ะ

Oat เอง ... เข้าใจได้มากขึ้น ว่าการถ่ายภาพ มันไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ ยี่ห้อกล้อง เลนส์ หรืออุปกรณ์ราคาแพงต่างๆ เพียงเท่านั้น การมีอุปกรณ์ดีๆ ก็สามารถทำให้เราสามารถถ่ายภาพดีๆเกิดขึ้นได้ ... 

แต่การที่เรามี วิธีคิด สำหรับการถ่ายภาพที่ดีด้วยต่างหาก ที่จะทำให้รูปที่ดีนั้น มันดีขึ้นไปกว่าเดิมได้อีกมากมายอย่างก้าวกระโดด 

... นี่ยังไม่รวมเรื่องราวของ Digital Imaging ที่พี่หาวและเพื่อนๆที่คอยแนะนำอีกมากมายก่ายกองในตอนนั้นอีกด้วยนะ ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณพี่หาวและเพื่อนๆทุกๆคนมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 

สุดท้าย แต่ก็ยังไม่ท้ายสุด 

Oat ก็อยากจะบอกเพื่อนๆจากใจเลยค่ะ สถานที่นี้ เมืองพาราณสีนี้ ถ้าหากใครมีโอกาส อยากแนะนำให้ไปสัมผัสกันจริงๆค่ะ Oat เชื่อว่า เพื่อนๆ จะสามารถมองเห็นความงามบางอย่าง ที่ไม่สามารถพบเจอได้จากสถานที่อื่นๆบนโลกใบนี้เลยค่ะ ซึ่งถ้ามีโอกาส Oat เองก็จะกลับไปที่นี่อีกแน่ๆ ค่ะ (คงต้องรอเด็กโตอีกหน่อยก่อน เหอๆๆ)

แต่ก็ไม่แน่นะ หากมีเพื่อนๆที่สนใจจะไปด้วยกัน บอกกันมาได้เลยนะค่ะ อารมณ์ตอนนี้ อยากกลับไปถ่ายภาพที่นั่นอีกครั้งมากมาย ซึ่งถ้าเราหาเวลาที่ลงตัวพร้อมกันได้ เดี๋ยวเราจัดทริปไปลุยกันเลยค่ะ

และสุดท้าย

ขอฝากเรื่องราวของ Lively Oat ไว้ด้วยนะคะ หากเรื่องนี้เป็นที่ถูกใจของเพื่อนๆ ก็ฝาก Like หรือ ฝาก Share กันได้เต็มที่เลยนะคะ

ขอบคุณค่ะ



ดูรูปภาพทั้งหมดในแกลเลอรี่
Created date : 18-07-2016
Updated date : 18-07-2016
Post by : LivelyOat
Lively Oat

เพราะชีวิตมีอารมณ์ เราจึงอยากเติมเต็มประสบการณ์ชีวิตและอารมณ์ที่ขาดหายไปให้กับโลกใบนี้ รวมถึงเรื่องราวการเดินทางต่างๆที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต ผ่านทางตัวหนังสือ ภาพถ่าย และวิดีโอ มาให้เพื่อนๆได้ชมกันค่ะ

ฝากติดตามเรื่องราวของ Lively Oat กันได้ที่

Facebook : www.facebook.com/LivelyOat

ขอบคุณค่ะ

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles