[Love Learning ]  [article] ครูตุ้ยแนะแนว - เส้นทางลัดสู่ปริญญาจากอังกฤษ

 
 
 


หลายวันก่อนตุลย์และฟางกลับจากอังกฤษมาเยี่ยม ทั้งคู่เป็นนักศึกษาจากหลักสูตร Software Engineering ของวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL International College) ซึ่งได้สิทธิ์ไปศึกษาต่อในชั้นปีที่ 3 และ 4 ที่ University  of Glasgow (UoG) มหาวิทยาลัยนี้เป็น 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดทางด้าน Computer Science ของ UK การที่จะได้สิทธิ์ไปศึกษาต่อนั้นนักศึกษาจะต้องทำ GPA รวมในชั้นปีที่ 1 และ 2 ที่ลาดกระบังอย่างน้อย 3.25 และ IELTS 6.5 ขึ้นไป ช่องทางนี้ถือเป็นทางลัดในการได้ไปศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับ Top และยังได้ส่วนลดค่าเทอมถึง 20% อีกด้วยผมเองมีโอกาสสอนนักศึกษาสองคนนี้ในชั้นปีที่ 1 และยังได้มีโอกาสเป็นอาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมที่ทั้งคู่ทำอย่างต่อเนื่อง เห็นว่าเป็นตัวอย่างของเด็กที่มี work-life balance ที่ดี เลยอยากแชร์เรื่องราว เทคนิคการเรียน และประสบการณ์ในต่างแดนของทั้งคู่ให้อ่านกันครับ

บทความนี้นักศึกษาทั้ง 2 คนร่วมเขียนเพื่อแบ่งปัน

 

 
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

ครู: ตอนม.ปลายเรียนที่ไหน ทำไมถึงเลือกเรียนหลักสูตรนี้ที่ลาดกระบัง เตรียมตัวยังไงบ้างครับ?

ตุลย์: ตอนม.ปลาย ผมเรียนที่โรงเรียน Ekamai International School (EIS) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนในหลักสูตรนานาชาติครับ ตอนเรียนม.ปลาย เกรดของผมกลางๆ อยู่ในระดับ 3.2 - 3.4 ครับ ตอนนั้นผมติดเกมส์มากๆ จนถึงกับเปิดเซิฟเวอร์เกม Ragnarok เองให้ผู้เล่นอื่นๆเข้ามาร่วมเล่นด้วยครับ ส่วนด้านการเรียน “ผมมักจะตั้งใจในวิชาที่ผมชอบ (คอมพิวเตอร์, ฟิสิกส์) และ ทิ้งวิชาที่ผมไม่ชอบ (คณิต)” จึงทำให้ผมตกวิชา Algebra และต้องเรียนซ้ำตอน Summer และ ผมยังได้เกรด D- ในวิชา Calculus อีกด้วยครับ

ผมเลือกเรียนหลักสูตรนี้ที่ลาดกระบังเพราะว่าเป็นหลักสูตรที่ผมคิดว่าจะทำให้ผมได้ใช้เวลาเรียนรู้อยู่กับสิ่งที่ผมชอบ บวกกับหลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรอินเตอร์ ซึ่งผมมองว่ายังไงถ้าจะเรียนต่อในระดับสูงๆ ก็ต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษและใช้ภาษาอังกฤษในการเขียน thesis อยู่แล้ว เลยเริ่มฝึกให้คล่องตั้งแต่ระดับป.ตรีเลยดีกว่า

ในการสมัครเข้า ผมได้ยื่นคะแนน SAT, SATII Physics, SATII Math2, และ TOEFL IBT ครับ สำหรับผมในตอนนั้นผมว่าการสมัครเข้าที่นี่ไม่ได้ยากอะไรเลย ผมไม่กังวลในเรื่องการสมัครเข้า สิ่งที่ผมกังวลคือวิชาที่ผมจะต้องเรียนมากกว่าครับ ในหลักสูตรนี้มีวิชาที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์หลายวิชามาก และผมรู้ตัวว่าผมได้ละเลยการตั้งใจที่จะเรียนวิชานี้มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลนี้ ผมเลยเตรียมตัวด้วยการไปเรียนพิเศษคณิตตอนช่วงปิดเทอมก่อนที่จะเริ่มเปิดภาคเรียนป.ตรีครับ “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเตรียมตัวของผม ไม่ใช่เป็นการไปเรียนพิเศษ มันคือการเปิดใจยอมรับว่า คนเราไม่สามารถเลือกที่จะทำแต่ในสิ่งที่เราชอบได้ แต่เราต้องสามารถเอาชนะในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราให้ได้”


ฟาง: ฟางได้วุฒิม.ปลายจากการสอบ General Educational Development (GED) ค่ะ

สาเหตุหลักที่เลือกเรียนที่วิทยาลัยนานาชาติ สจล. เพราะอยากเข้าโครงการ 2+2 KMTIL-Glasgow ค่ะ เพราะฟางมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษ โดยที่เรามีค่าใช้จ่ายในการเรียนที่อังกฤษแค่ 2 ปี ซึ่งถ้าเทียบกับการไปเรียนที่อังกฤษ 4 ปีแล้วค่อนข้างประหยัดค่ะ

ฟางสมัครโดยการยื่น GED, Transcript, IELTS, SAT, AP score, และ Portfolio ของ award ที่เคยได้รับค่ะตอนนั้นยอมรับค่ะว่าเลือกเรียน Software Engineering เพราะยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่คุณแม่แนะนำว่า “Software Engineering เป็นสาขาที่เป็นที่ต้องการในอนาคตและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายๆ แขนง” ค่ะ

 


การเรียนที่ลาดกระบัง

ครู: บรรยากาศการเรียนเป็นยังไงบ้าง มีอะไรอยากเล่าให้น้องๆ อ่านบ้างมั๊ยครับ?

ฟาง: การเรียนที่ลาดกระบังค่อนข้างกดดันค่ะ เพราะว่าตอนนั้นทั้งเรียน สอนพิเศษ และทำกิจกรรมด้วยค่ะ

ตอนแรกฟางเข้าคณะนี้มาแบบงงๆ ไม่มีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมหรือคอมเลยค่ะ ก็เลยเริ่มทุกอย่างด้วยความ “กลัว” ค่ะ กลัวสอบตก กลัวรีไทร์ กลัวเกรดไม่ดี กลัวทุกอย่างเลย เพราะเราเรียนคณะที่ไม่ชอบ และไม่มีพื้นฐานมาก่อน ช่วง Pre-Session มีพี่ๆมาสอนเขียนโปรแกรม ฟางก็เลยขยันมากๆค่ะ และบรรยากาศที่วิทยาลัยนานาชาติก็ค่อนข้างเอื้ออำนวยค่ะ เพราะนักศึกษาสามารถเข้ามาใช้ห้องเรียน และแลบคอมพิวเตอร์ได้แทบตลอดเวลา

“สิ่งที่ประทับใจที่สุดเกี่ยวกับวิทยาลัยนานาชาติคือการที่อาจารย์เข้าถึงง่ายมากค่ะ และอาจารย์จะอยู่คณะแทบตลอด มีคำถามอะไรก็เข้าไปถามอาจารย์ได้เลยค่ะ” ซึ่งจะต่างกับที่ Glasgow ที่เราต้องอีเมลไปนัดอาจารย์ล่วงหน้าประมาณหนึ่งอาทิตย์ และเข้าถึงยากกว่าอาจารย์ที่ไทยค่ะ

ตุลย์: บรรยากาศการเรียนที่ลาดกระบัง ผมขอใช้คำว่า “extreme สุดๆ” ครับ มีทั้งช่วงเวลาที่เรียนไม่หนักมาก เน้นทำความรู้จักกับเพื่อนๆ และทำกิจกรรม กับช่วงเวลาที่เรียนหนักมากและเป็นหนึ่งในทีมผู้นำกิจกรรมครับ

ผมขอเริ่มพูดถึงช่วงเวลาที่ยังเรียนไม่ยากมากก่อนละกันครับ ช่วงเวลานั้นคือตอนที่เรียนปี 1 เทอม 1 ครับ การเรียนยังไม่หนักอะไรมากครับ พวกวิชาด้าน programming ก็มีสอนตอนค่ายรับน้อง ครอบคลุมเนื้อหาไปถึงประมาณครึ่งเทอมแรกแล้ว วิชาอื่นๆ ก็ยังพอใช้พื้นฐานที่เคยเรียนมาตอนมัธยมปลายได้อยู่ครับ ส่วนในด้านกิจกรรม ก็จะเน้นช่วยรุ่นพี่ปี 2 ครับเป็นการอาสาสมัครมาช่วย ซึ่งถ้างานไม่เสร็จแล้วเราขอกลับก่อน รุ่นพี่ก็ไม่ว่าอะไรครับ

พอขึ้นเทอม 2 ผมเริ่มรู้สึกได้เลยว่าการเรียนยากขึ้นมาก วิชาต่างๆที่มีเรียนในเทอม 2 ก็ล้วนแล้วแต่จะเป็นวิชาใหม่ๆที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ในด้านกิจกรรม ก็เริ่มจะมีกิจกรรมที่ผมได้เป็นผู้นำ เช่นการเป็นผู้กำกับ MV ภารกิจรุ่น และการเตรียมตัวทำค่ายรับน้องสำหรับน้องปี 1 ในรุ่นหน้าครับ การทำกิจกรรมของผมได้เปลี่ยนไปมาก จากแค่ทำเท่าที่อยากทำ กลายเป็นต้องทำให้สำเร็จด้วยดีและต้องสามารถดึงเพื่อนๆให้เข้ามาช่วยกันทำกิจกรรมด้วยครับก้าวมาถึงการเรียนในชั้นปีที่ 2 บอกได้คำเดียวเลยครับว่าหันกลับไปมองวิชาตอนเรียนปี 1 แล้วรู้สึกว่าง่ายมากๆ เลยครับ จากที่เคยอ่านสอบแค่ตอนใกล้ๆสอบ กลายมาเป็นต้องค่อยๆ อ่านสะสมไปทุกๆ วัน จากที่จดโน็ตคร่าวๆ แค่ในบางวิชา กลายเป็นต้องจดโน็ตอย่างละเอียดในทุกๆ วิชาที่เรียน ส่วนกิจกรรมในปี 2 หลักๆคือผมได้เป็น 1 ในทีมนำโครงการ Green Campus ครับ ขอบอกเลยว่าเหนื่อยและต้องรับผิดชอบหลายอย่างมากๆ “สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้คือเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองได้ งานใหญ่ๆ จะสำเร็จได้ด้วยการมีทีมที่ดี การร่วมมือกัน และ การเข้าใจซึ่งกันและกันครับ” ส่วนสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมมา 2 ปี คือเราต้องเข้าร่วมกิจกรรมตอนปี 1 ให้ได้เยอะมากที่สุดครับ เพราะถึงเวลาที่เรามาทำเองตอนปี 2 เราจะสามารถเห็นข้อดีและข้อผิดพลาดที่เราสามารถนำมาใช้ในกิจกรรมที่เราเป็นคนนำได้ครับ

 

 
ครู: มีวิธีการเรียนยังไงให้ได้เกรดดี และทำไมถึงเลือกไปศึกษาต่อที่ University of Glasgow (UoG) ครับ?

ตุลย์: เวลาเรียนผมจะนั่งอยู่แถวหน้าตลอด เพื่อที่จะได้ฟังอาจารย์ให้ชัดและคอยจดโน็ตตามครับ ผมจะพยายามเตรียมตัวล่วงหน้าอยู่เสมอ เช่น ผมจะรีบทำโปรเจคให้เสร็จก่อนช่วงใกล้ส่ง เพราะใกล้ส่งก็จะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงสอบครับ

เทคนิคการอ่านสอบของผมคือผมจะอ่านให้เข้าใจและทำสรุปย่อๆเป็นเวอร์ชั่นของตัวเองครับ หลังจากที่ได้ทำชีทสรุปออกมาแล้ว ผมก็จะทำโจทย์ให้ได้มากที่สุด โดยที่ใช้ชีทสรุปที่เราทำมาเป็นตัวอ้างอิงเวลาทำโจทย์ครับ

ผมเลือกไปศึกษาต่อที่ UoG เพราะอยากมีประสบการณ์การเรียนเมืองนอกและอยากพัฒนาภาษาอังกฤษให้แข็งขึ้นครับ จริงๆผมอยากเรียนเมืองนอกตั้งแต่ก่อนเข้าปี 1 แล้วหละครับ แต่หลักสูตร 2+2 ที่ลาดกระบังตอบโจทย์ให้ผมได้ดีกว่าการที่จะไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่ปี 1 ครับ จุดเด่นเลยคือผมสามารถมีเพื่อนที่ไทยและสร้างความสนิทสนมระหว่างที่เรียนปี 1-2 ได้ และสามารถลดค่าใช้จ่าย+ค่าเทอมในการเรียนเมืองนอกได้ 2 ปีครับ

ฟาง: ในเวลาเรียนจะจดทุกอย่างที่อาจารย์พูดเลยค่ะ แล้วก็เอาที่จดในห้องมาเทียบกับหนังสือของวิชานั้น เพื่อทำโน๊ตไว้อ่านตอนสอบอีกทีค่ะ ซึ่งฟางจะพยายามทำให้เสร็จภายในอาทิตย์ที่เรียนค่ะ เพื่อกันลืม และเราจะได้มีเวลาทวนช่วงใกล้สอบค่ะฟางเลือกไปเรียนที่ UoG เพราะเป็นสถาบันที่ค่อนข้างเก่าแก่และมีชื่อเสียงค่ะ Ranking ค่อนข้างดีค่ะ ฟางเลยคิดว่าถ้าจบจาก UoG แล้ว น่าจะมีโอกาสสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เป็น Top University หรือหางานในบริษัทระดับโลกได้ค่ะ บวกกับมีศิษย์เก่า UoG หลายคนแนะนำที่นี่ค่ะ

 

ครู: เล่าถึงการเรียนที่นี่หน่อยครับ ต่างกับที่ไทยยังไง ต้องปรับตัวอะไรบ้าง?

ฟาง: ที่ UoG ฟางปรับตัวเยอะที่สุดคงจะเป็นเรื่องการบริหารเวลาค่ะ อาจารย์ส่วนใหญ่ให้การบ้านมาในช่วงเดียวกัน และอาจารย์จะเขียน script โปรแกรมในการตรวจการบ้าน ทุกอย่างที่ส่งเลยต้องเป๊ะมากค่ะ อีกเรื่องที่ต่างมากคือที่ UoG จะรวมการสอบของทุกเทอมทั้ง 9 วิชาไว้ในเดือนพฤษภาค่ะ และ Final Exam จะคิดเป็น 80% ของเกรด ก่อนสอบมหาวิทยาลัยจะหยุดให้อ่านหนังสือ 1 เดือนเต็มๆเลยค่ะ เป็นช่วงที่เครียดและกดดันมาก เพราะสิ่งที่ทำทุกวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนคือการตื่นมาอ่านหนังสือค่ะ  ตรงนี้ค่อนข้างต่างจากการเรียนที่ไทย ที่จะมีแบ่งสอบมิดเทอมและสอบไฟนอลหลังเทอมนั้นๆ เลย

ตุลย์: การเรียนที่ UoG ต่างกับการเรียนที่ไทยมากๆ ครับ หลักๆ เลยคือระยะเวลาในการเรียนต่อวันและวิธีการสอนของอาจารย์ครับ ที่ UoG ผมจะเรียนประมานวันละ 2 วิชา วิชาละ 2 ชั่วโมง ทำให้ได้มีเวลากลับมาทบทวน, ทำสรุป, หรือค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาในวันนั้นหรือเนื้อหาที่จะเรียนในวันพรุ่งนี้ครับ

ส่วนวิธีการสอนที่ UoG อาจารย์ผู้สอนจะคาดหวังให้เราศึกษาเนื้อหาที่จะเรียนมาก่อนแล้ว การสอนจะไม่ใช่เป็นการมาเล่าให้ฟังแบบ 1 ถึง 10 แต่จะมาสรุปรวมๆให้ฟังและจะสอนแต่ละเนื้อหาผ่านไปเร็วมากๆ “อาจารย์ผู้สอนที่ UoG จะไม่ “ป้อน” ทุกอย่างให้กับนักศึกษา แต่จะพยายามเน้นให้นศ.ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเองครับ” สิ่งที่ทำให้ผมสามารถเตรียมอ่านมาก่อนเข้าเรียนได้ คืออาจารย์ผู้สอนจะมีตารางที่กำหนดวันและเนื้อหาที่จะสอน และจะสอนไปตามตารางนั้นตลอดครับในด้านการปรับตัวสำหรับผม สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การเรียน แต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศครับ ที่สก๊อตแลนด์วันนึงสามารถมีได้ถึง 3 ฤดู ตอนเช้าแดดออก ตอนบ่ายฝนตก ตอนเย็นหิมะ/ลูกเห็บตก ทำให้ต้องพยายามรักษาสุขภาพ ไม่งั้นคงเป็นหวัดแน่นอนครับ

 

 
ครู: ทราบมาว่าผลการเรียนดีมาก ได้เกียรตินิยม

ตุลย์:  ผลการเรียนของปี 3 (ปีแรกที่ผมได้เรียนที่ UoG) ออกมาเป็นที่น่าประทับใจมากๆ สำหรับผมครับ เกรดของผมอาจจะไม่สูงที่สุดในรุ่น แต่ถ้าผมเทียบกับตัวเองแล้ว ผมไม่เคยทำเกรดได้ดีเท่านี้ และไม่เคยพยายามขนาดนี้มาก่อนครับ แรงบัลดาลใจหลักๆ ของผมมาจากคุณพ่อและคุณแม่ครับ ผมรู้สึกเกรงใจพวกท่านมากที่จะต้องมาจ่ายค่าเทอม+ค่ากินอยู่ปีละล้านกว่าบาทให้กับผม ผมเลยอยากตอบแทนท่าน และอยากทำให้ท่านภูมิใจครับ

ฟาง: ปกติฟางจะคำนวณเกรดเป็น worst case ตลอดค่ะ ประมาณว่าเกินเท่านี้ก็โอเคแล้ว  แต่พอเกรดออกมาดีกว่าที่คาดไว้ก็เลยสบายใจขึ้นค่ะ ที่ดีใจและเกินความคาดหมายไปมากๆ ก็คือได้รับรางวัล Most Outstanding Student Award (ท็อปของรุ่น) ค่ะ


 

การหางาน และฝึกงานใน Glasgow

ตุลย์: ตั้งแต่ตอนแรกๆที่ผมมาถึงที่ UoG ผมพยายามไปเข้าร่วมงาน Career Fair ต่างๆ ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยเพื่อเปิดโอกาสให้ผมได้รู้จักกับองค์กรระดับโลกทางด้านซอฟต์แวร์และเพื่อเปิดโอกาสให้ผมได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศการทำงานกับองค์กรระดับโลกครับ ผมสมัครฝึกงานไปที่บริษัท IBM, xDesign, SAS, และ J.P. Morgan ผมถูกเรียกไปสัมภาษณ์ทั้ง 4 บริษัท แต่ตัดสินใจเลือกไปฝึกงานที่บริษัท J.P. Morgan ซึ่งเป็น Private Bank ชื่อดังที่มีต้นกำเนิดมาจากอเมริกาครับ

สำหรับคนที่รู้จักบริษัท J.P. Morgan ก็คงคิดว่าต้องมีรับสมัครพนักงานแค่ในด้านการเงิน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ บริษัท J.P. Morgan สาขา Glasgow มีพนักงานทั้งหมดประมาน 13,000 คน ซึ่งทุกคนทำงานในด้านเดียวกันหมด คือด้านที่เกี่ยวกับ Technology ครับ

ความต้องการของ Software Engineer ใน Scotland สูงมาก แถมยังให้เงินเดือนสูงอีกด้วย (เฉลี่ยประมาน 1 แสนกว่าบาทต่อเดือนสำหรับเด็กจบใหม่ ขึ้นอยู่กับบริษัท) แต่บริษัทต่างๆ ก็ยังมีเกณฑ์ในการรับคนเข้าสูงพอสมควรครับ คืออย่างน้อยๆ ต้องได้เกรียตินิยมอันดับ 2:1 (ระบบอังกฤษ) ขึ้นไป หรือเทียบเท่ากับ GPA ประมาน 3.30 (ระบบอเมริกา) ครับ

ฟาง: ช่วงที่นศ.ต้องยื่นใบสมัครหางานหรือหาที่ฝึกงาน UoG จะจัดงาน Career fair เดือนละครั้งค่ะ โดยที่จะมีเจ้าหน้าที่จาก Career Service มาจัด CV Clinic ด้วยค่ะ ฟางก็จะเอา CV ไปให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบค่ะ และไปพบปะกับบริษัทที่มาออกงาน ซึ่งเกินครึ่งของบริษัทที่มา จะรับพนักงานหรือนศ.ฝึกงานด้าน Technology ค่ะ ไม่ว่าบริษัทนั้นจะเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ ธนาคาร บริษัทผลิตเครื่องมือการแพทย์ บริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุน หรือแม้กระทั่งบริษัทผลิตยา ฟางเลยมองว่า demand ของบุคลากรในด้าน technology ใน UK ค่อนข้างสูงค่ะ ไม่ว่าธุรกิจหลักของบริษัทนั้นๆจะเกี่ยวข้องกับ IT หรือไม่

ครู: หลังจากจบแล้วมีแผนจะทำอะไรต่อไป เป้าหมาย career path คืออะไรครับ?

ฟาง: ตอนนี้ฟางวางแผนไว้ว่าถ้าสามารถหาทุนเรียนต่อได้ ก็จะศึกษาต่อด้าน Computational Finance, Financial Engineering  หรือ Economics ในระดับปริญญาโทหรือเอกค่ะ เพราะจบมาแล้วอยากทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยค่ะ

ตุลย์: หลังจากเรียนจบแล้ว ผมมีแผนที่จะเรียนต่อปริญญาโทหรือเอกครับ ในด้านของสาขาที่อยากจะเรียนตอนป.เอกหรือป.โท ตอนนี้ผมยังไม่สามารถตัดสินใจว่าจะเรียนไปทางด้านไหน แต่มีสาขาที่สนใจคือ Mobile Human Computer Interaction, Smart Home and Embedded Systems, และ Big Data ครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ามหาวิทยาลัยที่ผมสนใจจะมีสาขาไหนให้เรียนบ้างครับ

หลังจากนั้นผมคาดว่าจะใช้เวลาทำงานอยู่เมืองนอกประมาน 2-3 ปีเพื่อหาประสบการณ์ ผมอยากจะทำงานในองค์กรระดับโลกเพื่อหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง หลังจากนั้นผมมีแผนที่จะเปิด Software House เองในประเทศไทย โดยหวังที่จะนำความรู้ และประสบการณ์มาพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยให้ดีขึ้นหรือเทียบเท่ากับเมืองนอกครับ

ข้อคิดเพิ่มเติม:

 
  • โอกาสทางการศึกษามีอยู่มาก เราไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดก็มีทางเดินที่ดีได้
  • กิจกรรมระหว่างเรียนมีประโยชน์และสามารถทำพร้อมการเรียนที่ดีได้
  • การเรียนให้ได้ดีจะต้องมีความตั้งใจ เตรียมพร้อมก่อนเรียน และทบทวนหลังเรียน การจด lecture สำคัญมาก
  • ความสำเร็จเกิดจากการวางแผนและขวนขวาย ไม่ใช่เกิดจากโชค จะเห็นได้ว่าทั้งคู่มีเป้าหมายล่วงหน้าในการก้าวเดินในขั้นถัดไปทั้งในชีวิตการเรียนและการทำงานเสมอ
 
Created date : 01-08-2016
Updated date : 01-08-2016
Post by : RTDiary บันทึกของครูตุ้ย

บันทึกของครูตุ้ย RTDiary “การศึกษาเป็นประกันของชีวิต เพิ่มความน่าจะเป็นในการสำเร็จ ลดความเสี่ยงในการล้มเหลว” www.facebook.com/rtdiary Line ID: tui-ronnachai


- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles