[Inspiration ]  [article] ทำไมรู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่ฉลาด ไม่ดีพอเสียที

 
 
 

คนที่ว่าตัวเองไม่ดีพอ จะมาจากมุมกลัว  ยึดติดกับมุมกลัวเสมอ
----------------
 
          ทำไมรู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่ฉลาด ไม่ดีพอ รู้สึกว่าตัวเองกระจอก อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่แปลก เพราะเป็นกันทั้งโลก บางคนต่อให้ทำงานระดับโลกแล้ว เวลาให้สัมภาษณ์เค้าก็บอกกับเราตรง ๆ อย่าง แจ็ค หม่า เค้ายังบอกกับเราเลยว่า “ถ้าให้ผมเลือกอีกที ผมจะกลับไปเป็นครู เป็นสามีของภรรยาดีกว่า ผมทำตรงนี้มีคนทั่วโลกยกย่องผม แต่ผมก็ยังมีความรู้สึกว่าผมโง่อยู่” เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดมันไม่แปลก แต่จะทำอย่างไรที่เราจะยอมรับว่ามันไม่แปลกแล้วเดินต่อ โดยไม่ให้ความคิดของเรามันตอกย้ำ แล้วสตาฟเราไว้ให้เราเป็นหินก้อนหนึ่งไม่ยอมขยับไปไหนทั้งๆ ที่เราไม่ใช่หินก้อนนั้น เราเป็นมนุษย์สามารถขยับได้ ทำไมถึงบอกว่ามันไม่แปลก
 

          1. บางทีเราก็เกิดมาด้วยความรักของพ่อแม่ รักในแบบสุดซึ้ง ที่พ่อแม่ รู้ แต่ท่านก็ไม่ได้เป็น train psychologist คือไม่ใช่จิตแพทย์ ไม่ได้เรียนรู้วิธีการพูดสื่อสารให้ตรงกับจิตวิญญาณ ต้องพูด  ปลอบประโลมด้วยภาษารัก ให้เด็กน้อยคนนั้นรู้สึกว่าเค้าดีพอ ส่วนมากเลยโดยเฉพาะในบางประเทศ พ่อ แม่ จะเปรียบเทียบ หรือใช้คำว่า กดดัน กลัวลูกเหลิง ก็จะใช้คำพูดว่า “ดูพี่สิ ได้เงินเดือนตั้งเท่านี้” “ดูข้างบ้านสิ ไม่เห็นต้องจบปริญญาเอก ยังส่งเงินให้พ่อแม่เป็นล้าน” ตอนนั้นพวกเรา หรือเด็กคนนั้นไม่รู้หรอกว่า คืออะไร เค้าไม่รู้ในลักษณะ คำพูดภาษาพูด แต่จิตวิญญาณ เซลล์ในร่างกาย หรือ DNA เลือด น้ำเหลือง ในร่างกาย มันรับรู้ แล้วมันฉลาดมาก มันจำคำพูดนั้นไว้เลย จำไว้ว่า “แม่บอกว่าฉันไม่ดีพอ” “แม่บอกว่าฉันไม่เจ๋งเท่าเพื่อนบ้าน” อันนั้นก็จุดหนึ่ง เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ว่า เราดีไม่เท่าคนอื่น

 
 
             2. ทำไมพ่อแม่เราถึงไม่เป็นเยอะเท่าเรา? เพราะว่าสื่อโซเชียล ในปัจจุบันมีผล  สมัยก่อนมีแค่การ์ตูน ปัจจุบันโดยเฉพาะ ของไทย ตบ จูบ ดราม่ามันเยอะ เราต้องสวย ต้องเก่ง เราต้องผอม  six pack ต้อง good enough ต้องดีให้พอ อย่างนั้น อย่างนี้  การเปรียบเทียบสิ่งที่เราเห็นจากสื่อต่างๆ จากทีวี อินเตอร์เนต ทำให้จิตใต้สำนึกเกิดการเปรียบเทียบและแข่งขัน และพยายามที่จะทำตัวให้เป็นเอกอุ แต่มากดดันตัวเองแล้วก็กดดันตัวเองผิดประเภท


 
--------------
 
การเปรียบเทียบสิ่งที่เราเห็นจากสื่อต่างๆ จากทีวี อินเตอร์เนต ทำให้เกิดการเปรียบเทียบและแข่งขัน และพยายามที่จะทำตัวให้เป็นเอกอุ แต่มากดดันตัวเอง

----------------
 
         

          3. ความแตกต่างระหว่างการที่จิตใต้สึกนึกบอกตัวเองว่าเค้าไม่ดีพอ กับ การยอมรับตัวเองว่าฉันยังไม่เก่งนะ นั้นมันต่างกันโดยสิ้นเชิงในระดับความรู้สึกของจิต หรือในระดับความรู้สึกของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย การยอมรับ fact หรือความจริงตรงหน้า ว่า เฮ้ย ดร.วรัญญา พูดได้แต่ยังพูดไม่เก่งเหมือนนักพูดระดับโลก มันเป็นความรู้สึกศิโรราบลงไปเลย เป็นความคิดวว่า “อ๋อ ฉันพัฒนาตัวเองได้ ฉันยอมรับ” มัน acknowledge เฉยๆ  คือการรับรู้ แต่มันไม่กดให้ตัวเองต่ำ


          แต่เมื่อก็ตามที่มีการใช้การเปรียบเทียบว่าฉันเล็ก อีกคนใหญ่ หรือไม่ก็เป็นการเปรียบเทียบมาจากอดีต คนทั่วโลก มาจากครอบครัวเช่นนี้ และมันก็เป็นโอกาสให้เราได้เรียนรู้ดังนั้น อย่าไปมองว่าเรามีปมแล้วแก้ไม่ได้ ก็เพราะมีปม ชีวิตเค้าถึงรักเรามากมาย ให้เรามาเรียนรู้ชีวิตตรงนี้ ให้ข้ามผ่านให้ได้ แทนที่จะเปรียบเทียบเพื่อให้มากดดันตัวเองให้จมลง ไป แล้วรู้สึกว่าตัวเองโง่ ไม่ดีพอ ก็แค่รู้ตัว เวลาเห็นคนที่สวยจังเลย ก็คิดไปว่าทำยังไงถึงจะสวยขนาดนั้น อยากให้ขาวแบบนั้น อ้อ! ก็แค่ไม่ตากแดดเยอะ มันคนพลังกันเลย พลังนึงกดดันว่าฉันตัวเล็ก อีกพลังนึง บอกว่าฉันตัวเล็ก แต่บอกพูด แบบ ขำๆ ก็แค่กินข้าวอีกนิดเดียวก็สูงขี้นแล้ว 
 
----------------
     
เอาปมชีวิตมาเรียนรู้ชีวิตตรงนี้ ให้ข้ามผ่านให้ได้ แทนที่จะเปรียบเทียบเพื่อให้มากดดันตัวเอง ให้จมลงไป

----------------

 
          พอพูดแบบนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ get ไม่ขำ เพราะ 1 เสพติดดราม่า 2 ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อ เราไม่ขำเพราะว่าเราตีโจทย์ชีวิตผิด ตีโจทย์ชีวิตผิดว่าทุกสถานการณ์มันผิด คิดว่าชีวิตไม่รักเรา เวลาเราเจอเหตุการณ์ล้มละลาย มะเร็ง หย่าร้าง  ก็คิดว่าว่าชีวิตมาทำร้ายเรา คำว่าชีวิตก็คือประสบการณ์ที่เจอ พอสามี มีชู้ คือสิ่งที่สังคมบอกว่าไม่ดี สิ่งเหล่านี้เราคิดว่ามันเป็นดราม่า ความเจ็บปวดคือดราม่า แต่จริงๆ แล้วมีใครบอกเราหล่ะว่าสิ่งหล่านี้คือ ดราม่า


         พระพุทธเจ้า บอกว่าเมื่อพบทุกข์จะมีดวงตาเห็นธรรม ทำไมเป็นเช่นนั้นละ ท่านตีโจทย์คนละแบบกับมนุษย์ ทำไมท่านไม่พูดว่าพบทุกข์ แล้วเจอนรก ทำไมพระเยซูถึงไม่บอกว่าเวลาเค้าตบหน้าเราให้ด่าว่ากลับไปเลย แต่ทำไมมีการบอกสืบต่อกันมาบอกว่าให้หันอีกข้างให้เค้าตบ ทำไมเราถึงได้ตีความกันคนละเรื่องกันเลย เพราะมนุษย์ไม่รู้ว่าเกิดมาแล้ว จิตวิญญาณ ชีวิต ต้องการมีประสบการณ์ แล้วมนุษย์จะตีความว่าอย่างนี้สำเร็จ อย่างนี้ไม่สำเร็จ อย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้ผอม อย่างนี้อ้วน

          เพราะเราถนัดตีความแบบใส่ความหมาย  ในขณะที่จิตวิญญาณแบบละเอียดไม่ว่าจะเป็น พระพุทธเจ้า คุรุ ครู อาจารย์ทั้งหลายที่อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง เค้าจะคิดเที่ยง รู้ว่าสิ่งนี้จะทำให้ตบะ ชาญ บุญบารมี ศักยภาพ มันรุ่งเรืองได้ง่ายขึ้น เค้าก็เลยตีความทางที่ให้พลังที่ดีทั้งหมดที่ เราคิดว่าเราไม่ดีเราโง่เพราะเราตีความเอาความกลัว  การตีความ เราก็สามารถเลือกได้ ทางหนึ่งใช้ความ Love รัก เมตตา ปัญญาตีความ อีกทางหนึ่ง ใช้ความ กลัว หนี เฉไฉ อีโก้ ศักยภาพ ที่ทำให้ตัวเองต่ำตีความ มันก็แค่ 2 มุม 

         เวลาเรารู้สึกกระจอก ไม่ดีพอก็เพราะว่าเราตีความว่าเราเป็นเหยื่อ เราโดนเขาทำร้าย – อย่างเวลาเราโดนคนมาโกงเงินบ่อยๆตลอดเวลาแบบนี้ เพื่ออะไร .. เค้ามาเพื่อให้ชีวิตเรียนรู้ว่าเราควรจะหยุดทำร้ายผู้อื่นโดยให้เขายืมเงินแล้วไม่โต คนที่มายืมเงินเราเขาไม่โตเพราะเขาคิดว่ามายืมเงินกับเราได้ แล้วเราก็บอกตัวเองว่าเป็นคนใจดี เรื่องแบบนี้มันต้องดูเป็นกรณีๆไป

          ปัญหาต่างๆในองค์กรเกิดขึ้นเพราะคนส่วนมากตีความว่าอีกคนนึงผิด เป็นการป้องกันตัวเอง และการป้องกันตัวเองก็เพราะลึกๆ มันมีความคิดว่าฉันไม่ดีพอ ฉันไม่เก่งพอ เขาจึงต้องป้องกันตัวเองเพื่อแสวงหาการยอมรับ ..การยอมรับตัวเอง    
แทนที่จะตีความไปว่า ดีจังเลย คนนี้เขามาสะท้อน เขามาช่วยปลดล็อกเรา แล้วมันก็จะช่วยให้เราเติบโตจะได้ไม่เหนื่อยกับเรื่องเดิมซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก มีคนใหม่เข้ามาในชีวิต แล้วเราก็จะทำงานได้มากขึ้นเพราะเรามีจิตใจที่สบายขึ้น เวลามีเรื่องเดิมเข้ามาก็จะหัวเราะได้ เคลียร์ได้ ไม่ว่าจะเจอกับใคร เพราะว่าไม่ว่าใครก็จะมีมุมมืดเป็นของตัวเองแม้จะเป็นคนยิ่งใหญ่มากก็ตาม แต่เขาใช้มุมมืดของตัวเองในการผลักดันเราออกไปในด้านสว่าง เขาไม่ได้มากล่าวว่าว่าตัวเองโง่ ไม่ได้ตอกย้ำแต่ยอมรับตรงนั้น มันออกมาจากมุมรัก ไม่ใช่มุมกลัว
 
-------------------------------------
ติดตามเรื่องราวดีๆกับพี่หนึ่งได้ที่

https://www.facebook.com/warunyarshouse

 

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles