[Inspiration ]  [article] พูดยังไงไม่ให้แม่ย้ายของ

 
 
 
     ทุกครั้งที่เราพูดกับคนใกล้ชิด ไม่ใช่แค่เรื่องแม่ชอบย้ายของหรอก คนแต่งงานบางทีกันก็ด้วย คือเหตุการณ์ที่ว่า "เราได้ยินนะ...แต่เราก็ไม่ได้ยินเช่นกัน!?" นั่นก็คือ เพราะเราไม่เคยพูดแบบเปิดใจเราจริงๆ... เราพูดจากอารมณ์ เราพูดจากความหงุดหงิด บางทีสติไม่อยู่ด้วยซ้ำ เราพูดจากความน่ารำคาญใจ เธอจะเอาไงกับฉันเนี่ย ทำไมยังไม่เปลี่ยน ทำไมยังทำอยู่ เราพูดจากการกล่าวโทษกัน เราพูดความต้องการที่ให้คนอื่นเขาเปลี่ยน แต่เราไม่เคยพูดจากหัวใจของเรา ไม่ได้พูดจากสิ่งที่เรารู้สึกสูญเสียจริงๆ หรือสิ่งที่กระทบกับชีวิตจริงๆ ท้ายสุดเราไม่ได้พูดด้วยความรู้สึกตัว ด้วยใจสงบนิ่ง ในทางตรงข้ามเราใส่พลังงานไปกับความไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ อึดอัดใจ รำคาญใจไปหมดแล้ว พลังมันหายไปตรงนั้นไปหมดแล้ว ครั้งแรกที่มันหายไป ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันหายไป ครั้งที่ 3 แม่ได้ยินอีกแล้ว แต่เป็นการได้ยินแบบ...ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง มันเป็นเรื่องเดิมๆที่เคยผ่านหูไปนานแล้ว.....
 

 
--------------
เราไม่เคยพูดจากหัวใจของเรา ไม่ได้พูดจากสิ่งที่กระทบกับชีวิตจริงๆ ท้ายสุดเราไม่ได้พูดด้วยความรู้สึกตัวด้วยใจสงบนิ่ง ในทางตรงข้ามเราใส่พลังงานไปกับความไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ 
--------------


      ครอบครัวที่อยู่กันมานานๆ ยี่สิบสามสิปปีแบบพ่อแม่ลูก แม่ได้ยินลูกบ่นมานานแล้ว แต่แม่ได้ยินแบบภาษาของแม่ มันคือภาษารักของแม่ที่ส่งไปให้คุณ เนี่ยฉันรักคุณนะ ฉันเลยจะช่วยจัดของให้ นี่คือโลกของฉัน โลกที่ฉันรักคุณ ฉันเลยไปเเตะ ไปจับ ไปหยิบทิ้งให้ แต่ส่วนมากเขาจะตอบว่าไม่ได้ทิ้ง ไม่ได้ขยับไปไหน แถมบ่นกลับมาว่า ก็ทำไมไม่จัดโต๊ะเล่า ...เพราะมันความเป็นความเคยชิน เป็นอัตโนมัติแบบไม่ต้องคิดเลย เรื่องเดิมๆเรื่องซ้ำๆตลอดหลายปีที่ผ่านมา
 
      ทางแก้คืออย่าทำให้มันซ้ำๆแล้วก็เดิมๆ  อย่าทำให้มันเหมือนกับเดินทางไปทำงานแล้วพูดกับตัวเองว่าอีกวันนึงแล้วเหรอ มันมีคำคมอันหนึ่งกล่าวว่า “คนมีปัญญา ไม่เคยใช้วันและเวลาซ้ำๆ” การใช้ชีวิตซ้ำเดิม มันก็ทำให้เกิดผลลัพธ์แบบเดิม ทุกอย่างก็ออกมาเหมือนเดิม ดังนั้นคนที่มีปัญญาชีวิตของเขาจะสดใหม่ ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แม้บางทีเราอาจจะภายนอกมองไม่เห็นด้วยซ้ำไปว่าเขาเปลี่ยนอะไรไป แต่ข้างในของเขามันสดชื่นอยู่ตลอด

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพูดจากอารมณ์ ความรู้สึก มันจะมีพลังมากและคนจะได้ยินเรา ต่อให้มันไม่ได้ยินครั้งแรก ครั้งที่ 2 มันจะได้ยิน แต่ถ้าเราพูดมาจากความรู้สึกอยากจะบ่น ‘อะไรเนี่ย แม่ทำอะไรอีกล่ะ’ แม่เขาไม่ได้ยินหรอก เพราะว่าเขามีกลไกป้องกันตัวเอง แล้วถ้าเปลี่ยนจากแม่เป็นสามีภรรยานี้ยิ่งแล้วใหญ่เลย เขาจะมีกลไกป้องกันตัวเองของเขา ถ้าเขายอมรับปั๊บมันแสดงว่าเขาผิดนะ ถ้าเขายอมรับปั๊บแสดงว่าเขาเป็นคนทำ เพราะฉะนั้นมันจะต้องสร้างกำแพงคำว่า ‘เปล่า ไม่ได้ทำ’ มาเป็นการปกป้องตัวเอง บางคนยังฟังไม่จบเลย เขาสามารถบอกได้เรียบร้อยแล้วว่า ‘เปล่า’  เขานึกว่าเราพูดเรื่องเดิม แต่จริงๆแล้วอาจจะเป็นของชิ้นใหม่ แต่มันเป็นเมโลดี้เดิม เป็นเมโลดี้ที่ ลาลาล้าลาลา ซ้ำไปก็ซ้ำมา ได้ยินหูซ้ายทะลุหูขวา รู้ไหมบางทีบางคนเปลี่ยนเมโลดี้ แบบหนักเลย เป็นแบบ ขว้างของ ตะโกน โกรธ ทำไมถึงได้ยิน มันเปลี่ยนเมโลดี้ใหม่ มันเปลี่ยนการสื่อสารใหม่ มันเปลี่ยนช่องทางการส่งสารใหม่ เห็นภาพไหม ?



 
--------------
การใช้ชีวิตซ้ำเดิม มันก็ทำให้เกิดผลลัพธ์แบบเดิม ทุกอย่างก็ออกมาเหมือนเดิม ดังนั้นคนที่มีปัญญาจะไม่ใช้ชีวิตซ้ำเดิม ชีวิตของเขาจะสดใหม่ ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
--------------


คำถาม แต่ทำไมการส่งสารแบบหวานๆ มันไม่มีพลังเท่า ตะโกน ขว้างของ ?
ตอบ มันไม่ได้เกี่ยวกับ มีพลัง หรือไม่มีพลัง หวานๆก็ได้นะ มีพลังเหมือนกัน เคยเห็นคนที่เขานิ่งๆแต่ใจเด็ดไหม เงียบๆแล้วพูดออกมาที คนก็ได้ยิน คนแบบนี้มีจริงๆ เขาไม่เสียพลังตรงนั้น เพียงแต่อะไรที่มันจัดจ้าน มันช็อคคนได้มากกว่า แต่มันอยู่
ไม่นาน! เพราะถ้าทำอีกครั้งหนึ่งเขาก็จะหนีแล้ว ถ้าสามีตบภรรยาทีนึงเพื่อเรียกร้องความสนใจ แบบนี้ ครั้งที่ 2 ภรรยาเค้าก็หนีแล้ว ไม่อยู่หรอก
 
เหมือนกับ ถ้าแม่รู้ว่าลูกจะตะโกนๆ  วันหลังพอเห็นหน้าลูก ยังไม่ได้เห็นคำถามหรอก แม่ก็ไปอยู่ในครัวแล้ว ปิดประตูแล้ว เพราะความรุนแรงมันได้ความสนใจ มากกว่า มันได้แค่ช่วงแรก เฉพาะตอนที่เขาช็อค แต่มันไม่ได้การแก้ปัญหาอย่างแท้จริงหรอก เพราะฉะนั้น ทางออกคือ ตัวเราที่เป็นคนส่งสาร พลังทั้งหมดต้องอยู่กับเราก่อน ก่อนที่เราจะอ้าปากพูดไป แต่ส่วนมากไม่ใช่ ส่วนมากนั้นพลังไปอยู่ที่อารมณ์เราทั้งหมด จริงๆแล้วเราหงุดหงิดไปแล้ว มันเหมือนกับเราขับรถ เราตั้งทิศทางรถไปเรียบร้อยแล้ว รถวิ่งไปแบบอัตโนมัติตามอารมณ์ที่เราตั้งไว้ตั้งแต่แรกเลย เราก็ไปพูดแบบว่างเปล่ามาก

     การพูดแบบนี้มันไม่ได้ผลหรอก ยิ่งคนเคยชินกันมันยิ่งไม่ได้ผล แล้วบางครั้งคนก็จะบอกว่า แต่ผมทำแล้วผมพูดด้วยสติ ผมทั้งนิ่งแล้ว ทั้งตะโกนแล้วก็ไม่ได้ผล สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เพราะว่า ชีวิตกำลังจะบอกว่า ให้หาหนทางแก้ไขและมองทางออกอื่น และช่องทางใหม่ที่มันได้ผลและได้ประโยชน์ แค่การพูดดีและพูดไม่ดี ขอร้องแล้วมันไม่เวิร์ค เราจะต้องเป็นคนที่ขีดเส้นของเราเอง ว่าช่องทางไหนที่มันได้ผล เราต้องหาช่องทางใหม่ที่จะสื่อสารกับเขา อย่างนี้ เช่น เวลาทำงานกับคนง่วงนอน แล้วพี่ก็รำคาญใจ คนตรงหน้าพี่ก็มีพลังง่วงๆแบบนั้น แล้วถ้าพี่พูดไปด้วยความรำคาญใจ คนนั้นก็อาจจะยังง่วงนอนอยู่ดี  แต่ถ้าพี่พูดอย่างเอาจริงเอาจัง เขาก็จะสะดุ้งขึ้นมาด้วยความ shock 

    พี่ว่าการสื่อสารมีพลังของมัน แล้วบางทีการอยู่กับพ่อแม่ การอยู่กับสามีภรรยา มันเกิดอาการคุ้นชิน การป้องกันตัวเอง เราก็จะต้องหาช่องทางที่ พูดออกไปแล้วมีพลังมากที่สุด แล้วพลังนั้นไม่ได้หมายถึงว่า ขว้างของ ตะโกน แต่เป็นพลังที่เขารู้ว่า ...เราซีเรียสนะเอาจริงแล้วนะ   


 
--------------

เมื่อเราทำทุกอย่างทั้งการพูดดีและพูดไม่ดี ขอร้อง แล้วมันไม่เวิร์ค เราจะต้องเป็นคนที่ขีดเส้นของเราเอง ว่าช่องทางไหนที่มันได้ผล เราต้องหาช่องทางใหม่ที่จะสื่อสารกับเขา
--------------
 


คำถาม มี มิราเคิล หรืออะไรดีๆซ่อน อยู่ในนั้นไหม ?
ตอบ มี แต่นี่คือเวอร์ชั่นพี่นะ ถ้าเป็นเวอร์ชั่นอื่น เช่น เวอร์ชั่นของนักจิตวิทยา เขาอาจจะบอกว่า ก็บอกแม่ดีๆ สื่อสารดีๆ อย่างไรอย่างนี้ แต่ถ้าเราคุยกันถึง miracle life มันคือปาฏิหาริย์ คือความมหัศจรรย์ พี่พูดถึงเรื่องพลังงานข้างในของเรา เราจะรู้สึกว่า เรามั่นคงก่อน เราเชื่อก่อนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว เชื่อให้หมดใจ เห็นผลลัพธ์ปลายทางแล้ว ไม่ใช่แค่พูดที่ปากอย่างเดียว แต่ในหัวใจมันต้องรู้เลยว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว เหมือนเวลาเราบอกว่าเราจะมีเงิน 100ล้าน 10ล้าน หรือแม้กระทั่ง 10 บาท เวลาเราพูดออกมาเฉยๆ มันจะมีพลังงานต่างกับคนที่เชื่อไปแล้วว่ามีเงิน 10บาทแน่นอน แม้ว่าเรื่องจริงจะยังไม่มี แต่ใจมันเชื่อไปหมดแล้วว่ามี ในระดับพลังงานมันจะไม่เหมือนกัน


      มันก็คือเรื่องเดียวกันกับการสื่อสารกับแม่ แม่รู้ในพลังงานโดยที่...แม่ไม่รู้ว่าแม่ไม่รู้ ...เวลาคุณสื่อสารกับแม่ ถ้าคุณคิดว่า ‘เดี๋ยวแม่ก็บ่นอีก' จิตใต้สำนึกอาจจะมีความรู้สึกว่า ‘เดี๋ยวเราก็หาของไม่ได้อีกละ’ แล้วก็ชอบบ่นกันไปอย่างงั้น จิตใต้สำนึกของคุณกับแม่นั้นคุยกันเรียบร้อยแล้ว พลังงานมันไม่โกหก ถ้าจะพูดเปรียบเทียบเรื่องพลังงานมันก็เหมือนหมาหรือสุนัขที่เห่าใส่คนที่กลัว แต่ไอ้คนที่ไม่กลัว บางทีเขาเดินเฉยๆ เขาไม่กลัว แต่หมากลัวแทน มันคือเรื่องเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เป็นความลับอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้นเราต้องทำเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับความไม่กลัวหมา ทำเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ ในใจไม่บ่นแม่แล้ว แต่เชื่อไปเลยว่าแม่จะคุยตอบกลับมาดีๆ มีการสื่อสารที่รู้เรื่อง  อย่างที่เขาบอก act as if ไม่ใช่หลอกตัวเองแต่มันคือการยกคลื่นความถี่ 



คำถาม การที่แม่เอาของเราไปเก็บแล้วหาไม่เจอมันดียังไง?
คำตอบ  มหัศจรรย์มันล้นหลามมาก มันเยอะมากเลยนะ วันนี้คุย 3 ชั่วโมงก็ไม่จบ ถ้าบอกว่าแม่เอาของไปเก็บ แล้วมันหาไม่เจอ....มันดียังไง จะเอาแบบการรับรู้ระดับผิวเผินนะ คือคุณรู้จักตัวเองมากขึ้น ว่าคุณนี้ทำตัวแย่กับแม่ขนาดไหน บางคนทำทั้งชีวิตไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนขี้โมโห ขี้หงุดหงิดขี้รำคาญ แล้วคุณก็บอกว่าคุณเป็นคนที่มีความรัก เป็นคนใจกว้างช่วยเหลือคน แต่กลับแม่ที่บ้านยังไม่ให้อภัยเลย คุณอย่าหลอกตัวเอง เรา
ใช้ด้านมืดจนเกินล้น นี่คือการรู้จักตัวเอง

     แม่น่ะไม่ต้องทำถูกทุกอย่างหรอก แต่เขาเอาของคุณไปแล้วคุณปรี๊ดทุกครั้ง นอกจากคุณยังไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่รู้จักหาทางแก้ แก้ไขปัญหา คุณยังได้โยนปัญหานั้นไปให้คนเก็บอีก ในเมื่อคุณก็รู้ว่าแม่ทำอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วทำไมแก้ปัญหาไม่ได้ แก้ปัญหาตรงนี้สิ ของที่สำคัญสำหรับคุณมากก็ใส่เซฟ หรือไม่ก็ตู้เล็กๆไว้ บางคนไม่อยากเสียเงินเยอะ ก็ไปซื้อกล่องมาจากร้าน 20 บาท แล้วเรียกแม่มาดูเลยว่า กล่องนี้ห้ามเลื่อนไปไหนนะ สำคัญมาก ติดประกาศไปเลยว่าอย่าเลื่อนไปไหน สิ่งเหล่านี้มันแสดงถึงสกิลการแก้ปัญหาของเราด้วย หรือคุณจะบ่นซ้ำๆไปอีก 20 ปีล่ะ 

     นอกจาก เห็นอารมณ์ตัวเอง เห็นสกิลการแก้ปัญหา เรื่องระดับการสื่อสารในครอบครัว เราเห็นเลยว่าเราอยู่ในครอบครัวกันยังไง เรามีความรู้สึกว่าเราอยู่ร่วมกัน แต่แม่ก็ฟังไปทางนึง เราก็บ่นไปทางเรื่องเดิมๆๆตลอด ถ้าไม่ใช่แม่ ก็ภรรยา ไม่ก็สามี ถ้าปัญหามันซ้ำเดิมๆแบบนี้คือแปลว่าเราไม่ได้ฟังใครจริงๆด้วยหัวใจเลย ไม่ได้ฟังใครด้วยสมองด้วยเหตุผลอย่างจริงๆเลย  เราฟังแบบผ่านๆไป แล้วก็เชื่อว่าเดี๋ยวเค้าก็บ่นอีก


 
--------------
ถ้าปัญหามันซ้ำเดิมๆแบบนี้คือแปลว่าเราไม่ได้ฟังใครจริงๆด้วยหัวใจเลย ไม่ได้ฟังใครด้วยสมองด้วยเหตุผลอย่างจริงๆเลย  เราฟังแบบผ่านๆไป แล้วก็เชื่อว่าเดี๋ยวเค้าก็บ่นอีก
--------------



         เรื่องที่ 4 ไม่ใช่แค่การสื่อสาร มันคือกฎของแรงดึงดูด ถ้ามันเกิดขึ้นบ่อยๆ ต่อให้เราถามแม่หรือถามแฟน เราเรื่องเดิมเดิมๆ จริงๆแล้วเราถามด้วยความหงุดหงิด แต่ลึกๆในใจเราก็บอกตัวเองว่า เราถามไปอย่างงั้นแหละ แต่เธอก็ยังทำเหมือนเดิม จริงๆเราตอบตัวเองไปแล้ว ไปแล้วในระดับพลังงาน เพราะฉะนั้นไม่แปลก ถ้าเขาจะเอาของเราไปทิ้ง เพราะลึกๆ ของเราจะรู้สึกว่า เดี๋ยวแม่เอาไปทิ้งอีกแล้ว เราไปด้วยโหมดนั้นแล้ว ถ้าเราจริงใจกับตัวเองเราก็จะเห็นตามจริงแบบนี้

เราไปด้วยโหมดนั้นแล้วจริงๆ ฉันพูดกับเธอแบบนี้ เธอก็ทำกับฉันแบบนี้ วนไปวนมาไม่จบ ก็ถ้าขนาดคุณก็ยังไม่ออกจากหลุมนั้นเลย แล้วจะให้เขาออกจากหลุมนั้น มันเป็นไปได้ยาก สิ่งที่เหมือนกันมันจะจูนกัน คุณคิดว่าคุณเกิดมาเป็นแม่ลูกกัน เป็นสามีภรรยากันเพราะอะไร บังเอิญหรอ? บังเอิญกับ 67 ล้านคน แล้วได้มาแต่งงานกับคนนี้ บังเอิญ 67 ล้านคน ที่มีแม่คนนี้หรอ มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของสิ่งที่เราเกิดมา เพื่อแก้ปัญหา นี่แค่ 4 เรื่องเบื้องต้นนะ ในเรื่องของส่วนตัวจะเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเยอะเลย เช่น ในมุมของความรัก แม่หรือสามีหรือภรรยา ที่เขาไปเก็บของให้เรา

     ถ้ามุมของความรัก เขาแคร์เราเขาอยากให้เราหาของง่ายๆ เขาอยากให้เรามีโต๊ะสะอาด ถ้าในมุมของความรักที่ไม่รัก เขาไม่มีขอบเขต boundary ในการเคารพ เส้นหรือลิมิตของผู้อื่น อันนี้มองในมุมกลับกัน ซึ่งเราเนี่ยจะต้องมี boundary หรือมีขอบเขต ในการเคารพสิทธิ์ของเราเอง เช่น ทุกคนรู้ว่านี่คือห้องเรา อย่าเดินเข้าประตูเอง เราแสดงสิทธิ์ชัดเจนรึป่าว หรือว่าเขาสามารถเดินเข้ามาได้ในฐานะแม่มา 20 ปีแล้วอยู่ดีๆเราจะมาพูดอย่างนี้ เราเองไม่ประกาศสิทธิ์ของเรา เราเองที่ไม่เรียกค่าตัวแล้วบอกว่าเขาไม่ให้เงิน ประเด็นคือ หลายครั้งที่เรารู้ว่าเราควรทำแต่เราจะไม่ทำ หรือทำไม่ถูกวิธี แล้วก็ยังพูดแบบอารมณ์เสีย เราก็ยอมแพ้ไป หรือเราก็อาจจะใช้ อารมณ์ ซึ่งก็ไม่ได้บอกว่ามันถูกหรือผิด แต่ครั้งหน้ามันดันเกิดขึ้นอีก เราก็ยังไม่หาทางแก้ไข นี่จะเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้อีกมาก ทุกเหตุการณ์เกิดมาเพื่อให้เราได้เรียนรู้ เพื่อจะหาทางให้เราหาทางออกให้เราสบายใจที่สุด 

 
-------------------------------------
ติดตามเรื่องราวดีๆกับพี่หนึ่งได้ที่

https://www.facebook.com/warunyarshouse


 

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles