[Love Learning ]  [article] Ethics and Law : ศีลธรรมและกฏหมายงาน IT

 
 
 

บทสัมภาษณ์ ดร.วรปราณี คูสมิทธิ์ ผู้สอนวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    ในงาน IT และงาน software ผู้ปฎิบัติงานจะได้รับข้อมูลมากมาย และอาจจะเป็นข้อมูลสำคัญของบริษัทหรือข้อมูลสำคัญของลูกค้า และต้องหลายๆครั้งก็ต้องตัดสินใจหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม วิชา Ethics and Law จึงมีอยู่ในหลักสูตรเพื่อสร้างระบบความคิดและบรรทัดฐานในการตัดสินใจในอนาคต
 

คำถาม

อาจารย์มองว่าการจะตีความ ความผิดความถูก มันขึ้นอยู่กับอะไรบ้างคะ ?

คำตอบ

โดยส่วนใหญ่เวลาที่เราสอนนักศึกษา เราก็จะชี้ให้เขาเห็นว่า บางทีการกระทำที่ผิด ก็อาจจะดีในแง่ของบางคน แต่ว่า ส่วนใหญ่แล้วบทสรุป ก็จะพยายามแนะไปในแนวทางที่ว่าเราก็มีทางเลือก เช่น เรื่องขโมยอะไรอย่างนี้ รู้สึกว่า เขาต้องขโมยเพราะอะไร แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะพยายามอธิบายว่า คุณมีทางเลือกเสมอ

เราไม่อยากจะให้เด็กไปเชื่อว่า มันมีความจำเป็นในการที่เขาต้องทำผิด คือทุกๆ เหตุการณ์มันมีทางเลือก มันอยู่ที่ว่าเขาจะเลือก choice ที่มันดีกว่าหรือเปล่า ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ ก็ค่อนข้างมีความเห็นไปในแนวเดียวกัน วิธีการเรียนการสอนจะเป็นการยก case study เอามาให้เด็กถกกัน

 

คำถาม

ทฤษฎีที่อาจารย์เอามาใช้ในการเรียนการสอนคืออะไรบ้างคะ ?

ตอบ

ถ้าในทางทฤษฎีนี้เราเน้นๆอยู่ 2 ทฤษฏีหลักคือ

Deontology ที่พูดง่ายๆคือ เราจะมองการกระทำการกระทำนี้ว่าถูกหรือผิดดี หรือไม่ดี ตัดสินไปเลยว่าขโมยไม่ดี ฆ่าคนไม่ดี

อีกทฤษฏีหนึ่งคือ Teleology ที่เราเน้นดูจากผลของการกระทำ เพราะฉะนั้นถ้าผลของการกระทำดี หรือว่าผลของการกระทำนี้ ดีต่อคนจำนวนมาก เราก็อาจจะมองว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำที่ถูกต้องเป็นการกระทำที่ดี เช่นผู้ร้ายที่แย่มากๆ เรามีบทลงโทษประหารชีวิต และมองว่าผลดีเกิดขึ้นกับส่วนรวม

ซึ่งมันจะทำให้เด็ก ค่อยๆ คิดตามวิเคราะห์ case study แบบนี้ แล้วเรามองว่า ทฤษฎีแบบนี้ ถ้าเราเชื่อทฤษฎีนี้ เรารู้สึกว่าการกระทำนี้เป็นยังไง สุดท้ายแล้วเราต้องใช้ทฤษฎีตัวไหน ชั่งน้ำหนักแล้วรู้สึกว่า ทฤษฎีไหน มัน make sense ที่สุด ส่วนใหญ่แล้วในห้องเรียนจะเป็น case study ที่เด็กก็จะยกเรื่องขึ้นมา ทั้งห้องก็จะคุยกัน ผมว่าอย่างนั้น อย่างนี้นะ

เรื่องซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายก็เป็นเรื่องที่คุยกันในวิชานี้ ว่าเราคิดว่ายังไงคือเรา พยายามยกตัวอย่างว่า “เรื่องซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องที่มีปัญหาพอสมควร และก็จะเป็นดีเบตในห้อง ว่าให้ฝ่ายนึงเป็นฝ่ายที่เป็น software company อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่าย user แล้วลองมาคุยกัน ดีเบตเลย”
 

คำถาม

ในเรื่องของซอฟแวร์ผิดกฎหมายมันมีความน่าสนใจได้หลายอย่าง บางคนก็เชื่อว่าบริษัทใหญ่หลับตาข้างนึง ให้คนได้ใช้ software เถื่อนเพื่อให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น  พอติดตลาดแล้วก็ขายได้ ?

ตอบ

มันมีทางเลือก อยู่ที่ว่าเราอยากจะเลือกแบบไหน คือถ้าเราเปิดใช้แบบฟรีไป เพราะว่ามีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง เราอาจจะบอกว่าฟรีในแง่ของการศึกษา เรามีทางเลือก ที่ไม่ต้องไปใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนก็ได้

สำหรับบริษัทเขา เขาก็มีทางเลือกที่จะเสนออย่างอื่น อย่างเช่น งานนักศึกษาฟรีไปหมดเลย คือไม่ต้องใช้ license ใช้ได้กับทุกสถาบันการศึกษา ตอนจบเขาก็ได้แบบเดียวกันคือ มีคนใช้เยอะขึ้น

อันนี้วิธีการสอนคือเราก็จะสอนว่าบางครั้งมันง่ายที่จะทำความผิด แต่ว่า you always have a choice คือคุณมีทางเลือกเสมอ ก็พยายามอย่างนี้เป็นวิธีการสอนเด็กจากตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาเอง คือตัวอย่างนี่ เป็นทั้งซอฟต์แวร์ที่ผิดกฎหมาย ให้เขาดีเบตกัน โดยการแบ่งกลุ่ม อย่าง case study

ซึ่งมันจะมีในเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  ซึ่งอันนี้เราจะมีคุยด้วยว่าถ้าสมมติ case แบบนี้ มันรู้สึกว่าไม่ถูกจริยธรรมหรือว่าถูกจริยธรรม แล้วในด้านกฎหมายหล่ะผิดไหม มาตราไหนยังไง ในแง่ลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาเป็นต้น
 

คำถาม

คำว่า Ethics อาจารย์มองถึงอะไรคะ ?

ตอบ

มันคือการที่เรามีความสามารถในการตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง  มันดีมากกว่า คือ การที่เราบอกว่าเรามีจริยธรรมหรือการที่เราบอกว่าเรามีศีลธรรม มันคือเรามีความสามารถในการตัดสินใจ ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า

ไม่ได้ต้องว่าห้ามทำในสิ่งที่ผิด แต่เลือกทำในสิ่งที่ถูก มันเป็น choice ทุกการกระทำเป็น choice เมื่อเราเห็นทางเลือกแล้วเราก็เลือก เราเลือกที่จะไม่ทำหรือเราเลือกที่จะทำ ก็อยู่ที่เราเลือกเอา ถ้าเรารู้สึกว่า เราถูกให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราก็ต้องกล้าที่จะพูดว่าเราไม่ทำ เราต้องกล้าที่จะพูดขึ้นมาว่าเราคิดว่ามันไม่ถูกต้องหรือว่ายังไง เพราะว่าในชีวิตต่อไปในอนาคต เขาอาจจะเจอสถานการณ์ที่เขารู้สึกว่าไม่ดีหรือสุ่มเสี่ยง
 

คำถาม

ลองขยายความ Deontology กับ Teleology  หน่อยได้ไหมคะ

ตอบ

สมมติในมุมมอง  Deontology เรามองว่ามันมีความถูกผิด ถูกผิดมันชัดเจน ถูกเป็นถูกผิดเป็นผิด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรก็ตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมขโมยของผิด ก็คือผิด เหตุผลคืออะไรก็คือผิด แต่อีกทฤษฎีอย่าง Teleology เราก็จะพูดว่า มันก็ต้องอยู่ที่ผลลัพธ์มันโอเคไหม

ถ้าสมมุติบางครั้งมันเป็นการดีของคนหนึ่งคน แต่ว่ามันไม่ผลดีกับคนหลายๆคน เช่น สมมุติอเมริกาไปโจมตีอีรัก แล้วซัดดัมไม่โอเค ก็แค่คนคนหนึ่ง สมมุติว่าซัดดัมเป็นแบบที่เขาว่าจริง เราก็ถือว่าเราช่วยคนอื่นอีกมากมาย ก็ถือว่าทฤษฎีมันจะ support ว่ามันก็เป็นสิ่งที่ควรทำเนื่องจากเราคิดว่าผลที่ตามมามันโอเค

แต่เราก็พยายามชี้ให้เด็กมองว่า จุดอ่อนของทฤษฎีแบบนี้หรือวิธีการคิดแบบนี้คือเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ผลลัพธ์ของการกระทำมันจะเป็นยังไงอย่างแท้จริง ทำให้การตัดสินใจบางครั้ง ถ้าเราตัดสินใจคิดวิธีแบบนี้ ณ เวลานั้นมันอาจจะรู้สึกว่าควรทำแต่ว่าเราการันตีไม่ได้ เราไม่รู้ว่าทำไปแล้วในอนาคตผลของมันจะยังโอเคหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นวิธีคิดที่เหมือนไม่ได้บอกว่าแนวไหนถึงจะถูกต้อง เพราะนักกฎหมายก็ยังใช้แบบผสม เพราะเขาก็ยังตามเคสที่เคยตัดสินไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ผสมกัน

อย่างเรื่องคุณลุงยิงเด็กวัยรุ่นที่เข้ามาหาเรื่อง มันก็ต้องใช้ผสมเพราะว่าถ้ามองว่าคุณลุงยิงเขา แล้วใช้  Deontology คือผิดก็คือผิด แต่ถ้าดูจากเจตนาก็เด็กเขาเดินมาหาลุงแล้ว มันก็กลายเป็นป้องกันตัว ในข้อกฎหมายก็ยังต้องผสมผสานทั้ง 2 ทฤษฏีนี้เข้าไป เราก็ชี้ช่องโหว่ของหลักการทั้งสองอย่าง หลักการที่ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูกในบางครั้งมันก็อาจจะไม่แฟร์สำหรับหลายๆกรณี

 

คำถาม

เราจะใช้หลักการอะไรในการผสมผสาน 2 ทฤษฏีเข้าด้วยกัน

ตอบ

คือจริงๆแล้ว สมมุติว่าเรามองเรื่องเคสคุณลุงยิงเด็กวัยรุ่น เราพูดได้ง่ายๆว่าเรารู้สึกแบบไหน แต่พอเวลาเราถูกถามว่าคิดแบบนี้เพราะอะไร เราจะรู้สึกว่าเราอธิบายลำบาก

เนื่องจากการตัดสินใจเรื่องพวกนี้ของเรามันไม่ใช่แค่เรื่องหลักความคิด บางทีมันเป็นอารมณ์สิ่งแวดล้อมที่เราถูกเลี้ยงดูมามันเป็นวัฒนธรรมมันเป็นหลายๆ อย่างที่มารวมกันเป็นตัวเราเป็นสังคมเรา เพราะฉะนั้นบางครั้งเรารู้สึกว่าง่ายเวลาเรา พูด ว่าเคสนี้ไม่โอเคเลย

พอเราถามลึกๆว่าเพราะอะไรเราถึงคิดแบบนี้เราจะเริ่มรู้สึกว่าเราตอบยากเวลาเราตัดสินใจเรื่องพวกนี้เราใช้เหตุผลที่ค่อนข้างคอมเพล็กซ์ในการตอบ มันต่างๆนานา มันก็เป็นเรื่องที่ไปไกลกว่าโจทย์

การตัดสินใจของเราในเรื่องพวกนี้มันใช้หลายอย่างมาก ในการที่เราจะบอกว่าอันนี้ใช่อันนี้ถูก อันนี้ไม่ถูก อันนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี ก็ตราบใดที่เราคิดว่าชั่งน้ำหนักแล้วมันใช่ คือจะสอนว่าถ้าคุณลองลิสต์ออกมา ถ้าคิดว่ามันไม่ดีหรือไม่ดี เพราะอะไรลิสต์ออกมาให้หมด แล้วค่อยๆมาพิจารณาว่าเราคิดว่าเราควรตัดสินใจไปทางไหน อันนี้ คือวิธีเหมือนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใช้เหตุและผล
 

คำถาม

อาจารย์มองเรื่อง Snowden เป็นยังไงคะ หรือว่าก็บอกว่าก็ยังเป็นฮีโร่ แล้วก็จะมีบางคนที่มอง Snowden ว่า เป็นผู้ร้ายหรือขโมย

ตอบ

คืออันนี้ เป็น ตัวอย่างของ แฮกเกอร์ที่ชอบไปโจมตีคนอื่นโจมตีรัฐบาล เหมือนต้องการจะเปิดเผยความจริงบางอย่าง
 
ถ้าเป็น Teleology คือเราก็คิดว่าถ้ามันมีผลดีกับประชาชนส่วนใหญ่ พยายามทำในสิ่งที่มันถูกต้องแล้วเช่น บอกรัฐบาลแล้วว่า อย่างนี้แต่ไม่ได้รับการตอบรับหรือว่าไม่ได้รับการแก้ไข แล้วเราคิดว่านี่เป็นหนทางที่จะทำให้ public รู้ก็โอเค แต่ว่าเงื่อนไขคือมันจะต้องมีความพยายามอย่างอื่นมาก่อน ที่จะต้องมาถึงจุดที่เปิดโปง มันง่ายมากที่จะทำลายใครสักคนด้วยวิธีแบบนี้ ถ้าคุณมีความพยายามมาก่อนหน้านี้ แจ้งเขาแล้วว่าเรากังวลเรื่องนี้ ช่วยสอบสวนด้วยนิด ถ้ามันมีความพยามพวกนั้นแล้วแล้วมันไม่ได้ผลแล้วเราต้องการให้ public รู้เนื่องจากมันเป็นอันตราย มันก็โอเค

แต่ถ้าอยู่ๆ ก็อยากจะแฮก อยากจะเปิดเผยข้อมูล หรือว่าเอาข้อมูลมา เป็นอำนาจต่อรอง มันก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่
 

คำถาม

แฮกเกอร์บางกลุ่มเช่น Anonymus เขาก็เตือนก่อนนะ แต่อาจารย์ คิดว่าการเตือนว่าระดับนั้น เขาพยายามไหมคะ ?

ตอบ

ถ้าหวังดีว่าอยากจะบอกช่องโหว่ก็บอกได้ สองต่อสอง ต้องประจานเค้าเหรอ? คือมันมีทางเลือก แต่นี่คือเขาก็เลือกที่จะ go public แต่เราก็ไม่รู้ว่านี่เขาอาจจะไปคุยกันแล้ว แล้วคนนั้นไม่โอเคหรือเปล่า ก็ตอบไม่ได้

ข่าวที่ออกมาบางทีเราจะวิเคราะห์มันก็ลำบาก เนื่องจาก information เราไม่ครบ บางทีเราก็ไม่รู้ว่าคนเขียนรายงานรู้สึกยังไง บางทีมันก็ เวลาเราอ่านข่าว ก็จะรู้ได้ว่าคนเขียนเขาชอบไม่ชอบ กับเหตุการณ์ที่เขารายงาน มันก็ลำบากที่จะตัดสินอะไรจากเขาอย่างเดียว

 

คำถาม

ตอนนี้บางคนอาจจะได้รับความรำคาญจากคนที่มาขายสินค้าต่างๆ เช่น ประกัน บัตรเครดิต ฯลฯ และไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาไปเอาเบอร์เรามาจากไหน อาจารย์มองยังไงคะ

ตอบ

คือ จริงๆแล้ว กฎหมาย privacy เมืองไทยยังไม่มีที่แบบชัดๆเน้นเน้น ป้องกันข้อมูลส่วนตัวจริงๆมันยังไม่มีเพราะฉะนั้นมันก็ลำบากในแง่กฎหมาย แต่ในแง่จริยธรรมมันก็มองได้ว่าไม่ถูกต้องนัก ถึงแม้ว่าเราจะติ๊ก ว่าเรา ok แต่บางครั้ง เหมือนเราถูกบอกให้ติ๊ก อันนี้พูดในสองมุม  
 
ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่โอเคเราก็ต้องอ่าน แต่ก็รู้สึกว่าบางครั้งการเขียนประโยคนึงมันค่อนข้างกำกวม  ถ้าเกิดเป็นในแง่ของข้อมูลส่วนตัวมันควรที่จะให้สิทธิ์ของคนที่เป็นเจ้าของมากกว่านี้ ว่าเราอยากจะให้ในรายละเอียดแบบไหน ซึ่งการเขียนข้อความสั้นๆประโยคเดียวมันครอบคลุมมากไปในความรู้สึก มันรู้สึกว่าเราให้สิทธิ์คนไปทำอะไรกับข้อมูลเราได้เยอะมาก
 
ในขณะที่จริงๆแล้วเราควรจะให้เป็นแบบง่ายๆ สมมุติว่าขายประกันได้ไหม หรือว่าโรงพยาบาลได้ไหมอะไรอย่างนี้เราควรที่จะมีรายละเอียดมากกว่านี้ 2 ในมุมกลับกัน เราควรมีสิทธิ์ที่จะดูได้ว่าข้อมูลส่วนตัวเราที่เขาเก็บ มันอยู่ตรงไหนเก็บยังไง ซึ่งเราก็ไม่รู้เลย มันผิดหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้บางทีโทรมาเรียกชื่อเราผิด มันก็มี ซึ่งก็อาจมองได้ว่ามันไม่แฟร์
 
เหมือนกับเขาได้ข้อมูลเรา แต่เขาไม่ได้ดูแลข้อมูลเหมือนแบบที่ควรจะเป็น บางทีชื่อผิด เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปแก้ไขได้เลยเพราะมันไปหมดแล้ว มันก็ค่อนข้างเป็นอะไรที่มองว่าเป็นปัญหาปัจจุบันพอสมควร และเราไม่มีสิทธิ์ยับยั้ง เพราะว่าเราให้ไปแล้ว ปีหน้าไม่ให้ก็ไม่ได้แล้ว
 
อีกกรณีคือถ้าสถานะเราเปลี่ยนสมมุติว่าเราโสด แต่ปีนี้เราแต่งงานแล้วแต่ข้อมูลก็ยังเป็นโสดอยู่ อย่างนี้ คือเราไม่มีสามารถที่จะเข้าไปอัพเดทหรือแก้ไขให้มันถูกต้องในทุกๆที่ที่เขา share ข้อมูลเราไป ไม่มีสิทธิ์รู้ว่าข้อมูลเราไปถึงไหน เก็บแบบไหนเก็บยังไงเราก็ไม่รู้ ก็มองใน 2 มุม มุมเค้าเองเราก็เข้าใจในแง่ของ business แต่เขาแจ้งให้เราทราบมากขึ้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น

 

คำถาม

อย่างตอนนี้ มันมี ศัพท์ฮิต big data ซึ่ง เราเริ่มจะมีการจัดการมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กที่จบไปก็จะต้องได้เจอกับข้อมูลมากมาย มุมมองที่เขาควรจะมอง เพื่อให้แฟร์กับบริษัท กับผู้บริโภคเขาควรจะมีหลักการอะไรบ้าง

ตอบ

ครูสอนเสมอว่าเก็บเท่าที่จะใช้ เก็บเท่าที่อยากใช้ เท่าที่จำเป็น  ไม่ต้องไปเก็บข้อมูลมากมายโดยมีความคิดว่าเอาไว้ก่อน
 
แล้วคิดว่า ใช้หรือเปล่าไม่รู้ มีคำถามนี้แปลว่าเราไม่ได้จำเป็นต้องใช้ เพราะเราต้องตั้งคำถามว่าจะเอาไปทำอะไร แสดงว่าเราไม่ได้ต้องการมัน ก็ไม่ต้องเก็บ เอาให้น้อยที่สุดแล้วเราจะบริหารจัดการมันง่ายขึ้น คือไม่ได้เยอะแล้วแปลว่าดีเสมอไป
 
น้อยๆก็บริหารจัดการง่ายดูแลรักษาง่าย เมื่อมันเป็น personal information เราก็ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา เราอยากให้เขาเก็บรักษามันดีๆ อย่าให้รั่ว ไปที่ไหน บัตรประชาชน เราก็ต้องรู้ว่าต้องเก็บแบบไหน ก็คือหลักการง่ายๆ เก็บเท่าที่อยากใช้สำคัญมากอันนี้  ทุกคน ณ ปัจจุบันนี้ กรอกทุกอย่างแล้วเราก็รู้สึก อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาอยากจะรู้ไปทำไม อะไรอย่างนี้
 
อันนี้จะย้ำว่า อย่าลืมนะคิดก่อนอยากจะใช้อะไร ก็ค่อยถาม user ค่อยเก็บ เพราะพอเอามาแล้วมันเป็นความรับผิดชอบของเรา มันรั่วไปที่ไหนมันก็ลำบากเราก็มันเยอะ ความเสี่ยงมันก็เพิ่ม เพราะฉะนั้นเอาน้อยๆไว้ก่อน ดูแลง่าย รักษาง่าย รักษาความปลอดภัยง่าย แล้วต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆก็พอดีพอควร
 
ถ้าข้อมูลเยอะแล้วตกหล่น  ก็จะเกิดเป็นความผิดพลาด แล้วความถูกต้องของข้อมูลเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคุญมาก แต่ละ field บางทีเมื่อเปลี่ยนปุ๊ป เราต้องมานั่งไล่ดูว่าถูกหรือเปล่า มันต้องมี maintenance ไม่ใช่แค่ว่าเราเก็บทีเดียวแล้วจบ เพราะฉะนั้น เก็บน้อยไว้ optimize ดีที่สุด

 

คำถาม

แล้วในมุมของ user อาจารย์มองว่าข้อมูลอะไรที่ sensitive บัตรเครดิตเบอร์อะไร ถ้าอยากจะให้อาจารย์ บอกมองในมุม user ว่าข้อมูลอะไรที่คุณควรจะระวัง ข้อมูลลักษณะไหนที่ควรจะระวัง

ตอบ

จริงๆแล้วข้อมูลส่วนบุคคลมัน sensitive หมดนะ วันเดือนปีเกิด ชื่อนามสกุล คือเราเอาไปทำอะไรต่อได้อีกเยอะแม้กระทั่งแค่ชื่อนามสกุลอย่างเดียว คือคนส่วใหญ่ในปัจจุบันมี digital footprint  แค่มีชื่อนามสกุล บางทีเราก็จะเจออะไรหลายๆ อย่างของคนๆนั่น มันก็ sensitive หมด ถ้าถามถึง เลขบัตรประชาชน อันนี้ทุกคนรู้ว่าค่อนข้าง sensitive หรือเบอร์โทรศัพท์
 
เราก็รู้สึกว่าเราไม่อยากให้ ปัจจุบันด้วยอินเตอร์เน็ตมันง่ายมากในการหาข้อมูลของใครคนนึง เพราะฉะนั้นที่เราเรียกว่า digital footprint มีทุกที่หาได้หมด จะให้อะไรใครทุกอย่างที่เป็น personal information ก็ระวังแล้วก็ เทคโนโลยีก็ส่วนหนึ่ง เดี๋ยวนี้มันปลอมอะไรก็ง่าย เพราะเทคโนโลยีมันได้ทั้ง scanner พิมพ์สีต่างๆนานาหรือแม้กระทั่ง edit รูป ทำได้หมดง่ายๆ เพราะฉะนั้นทุกอย่างค่อนข้าง อันตรายในการที่ใครจะปลอม มันไม่ได้ยากอย่างสมัยก่อน หรือแม้กระทั่ง เรื่องที่เราโพสใน facebook instagram ถ้ามัน personal มากๆ บางทีเราไม่รู้ตัว มันอาจจะเป็นอันตรายกับเราเนื่องจากมันทำให้คนอื่นที่ไม่รู้จักเรา รู้จักเราได้มากถ้าเขาอ่านก็มารู้ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับเราซึ่งในบางครั้งเราไม่ได้จำเป็นที่จะต้องให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวเราขนาดนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะเตือนคนรุ่นใหม่ที่โพสเยอะๆ จัดตั้งเป็นให้เป็น private , only me เพราะบางที friends of friends ก็อาจจะไปไกลโดยที่เราคุมไม่ได้

 

คำถาม

เมืองไทยมีซอฟต์แวร์เถื่อน มีดูหนังเถื่อน อาจารย์มีความเห็นแบบไหนคะ?

ตอบ

เรื่องนี้ เราต้องนึกถึงใจเขาใจเราให้มากๆ แล้วเราจะรู้สึกว่ามันผิดหรือไม่ผิด ถ้าเป็นเราแล้วเรารู้สึกว่าเราทำออกมาไม่มีใครจ่ายตังดูเลยทุกคนดูฟรี แต่ถ้าอีกมุมหนึ่งมันอาจจะเป็นวิธีการโปรโมท แล้วก็ขายของอย่างอื่น
 
การที่หนังดังแล้วมันอาจจะดีกับบริษัทเขาก็ได้ หรืออาจจะดีกับดาราที่มีคนรู้จักมากขึ้น ถ้าเกิดเรามัวแต่คิดว่าต้องซื้อแผ่นก็จะไม่มีใครดู ดาราใหม่คนนี้ที่เราอยากจะโปรโมท ก็ไม่มีใครรู้จัก มันก็เป็นหลายแง่หลายมุม
 
ซึ่งมันก็กลับมาเรื่องเดิม การที่เราจะบอก ว่าอะไร มันถูกไม่ถูกดีไม่ดีมันก็ค่อนข้างลำบากถ้าเราจะพูดง่ายๆ ก็ต้องมีข้อมูลมากๆ เหมือนศาล ศาลจะมาฟังแค่ 2 ประโยค แล้วบอกเลยว่า คนนี้ผิดคนนี้ไม่ผิดก็ไม่ได้ ชีวิตจริงก็เหมือนกันบางครั้งเราก็อดรู้สึกไม่ได้ที่เราจะตัดสินเร็วๆว่า อันนี้อย่างนี้ อันนี้อย่างนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันมีหลายอย่างที่เราอาจจะไม่รู้

 

คำถาม

แล้วถ้าซอฟต์แวร์เถื่อนละคะ ?

ตอบ

ส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่ควร บริษัทซอฟต์แวร์ในปัจจุบัน ค่อนข้างชัดเจนว่าเขามีรายได้จากตรงนี้ แล้ว  developer ก็ต้องอยู่ได้ คือการที่เราต้องการให้โลกมันพัฒนาไป มันก็ต้องให้คนที่จะพัฒนาอยู่ได้ใช่ไหมคือถ้าทำแล้วเขาอยู่ไม่ได้เราก็จะอยู่ที่เดิมไม่พัฒนาถ้าเรามองไกลๆไม่ใช่มองใกล้ๆ คือคนด้อยโอกาส ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้ใช้ซอฟแวร์ อย่างที่บอกมันก็มีทางเลือก คือ word processing ไม่ใช่ไมโครซอฟท์ออฟฟิศก็มี ของ google doc ให้ฟรี ซึ่งมีทางเลือกถูกไหม ถ้าเราจะบอกว่าเราต้องใช้ซอฟต์แวร์นี้แต่เราไม่มีตังค์แล้วเราก็เลยต้องใช้เถื่อน มันก็ต้องมีคำอธิบายมากกว่านี้
 
เพราะทางเลือกตอนนี้มันมีมาก  มันไม่มีซอฟต์แวร์ไหนในโลกที่มีอยู่อย่างเดียว มันมีตัวเลือกอาจจะฟีเจอร์ไม่เท่า แต่คุณก็ต้องยอมรับ เราจะใช้ข้ออ้างง่ายๆมันไม่ถูกต้อง ในมุมของวิวัฒนาการของโลก มองให้ไกลคือคนดีเวลอปก็ต้องอยู่ได้ เขาถึงจะทำต่อไปเรื่อยๆไม่งั้นโลกมันก็ไม่พัฒนาก็จะไม่มีคนทำ ทุกคนก็จะรอก๊อปปี้เอา ก็จะไม่มีคนอยากคิดเพราะคนคิดคือคนที่เสียเงิน


 

B.Sc. in Engineering and Technology Management program, International College, KMITL



 
Created date : 07-03-2017
Updated date : 07-03-2017

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles