[Inspiration ]  [article] ภาพปริศนาธรรม "ปฏิจจสมุปบาท" เพื่อเข้าใจความทุกข์

 
 
 
ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่พระบรมศาสดาสอนให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเพราะเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันเรื่อยไป หาจุดเที่ยงแท้ที่กำเนิดและสิ้นสุดมิได้ แม้แต่ความคิด ความจำ ความรู้สึก และการรับรู้ต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุปัจจัยจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดการ เกิด ดับ และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภาพทังกาปริศนาธรรม "กาลจักร" แบบทิเบต  จึงเป็นอีกภาพหนึ่งที่สะท้อนถึงความจริงนี้ได้เข้าใจได้ดี
ภาพกาลจักรหรือ Wheel of Life แบบทิเบต แสดงเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ หนึ่งในภาพปริศนาธรรมที่จำลองมาจากสวนโมกข์ ไชยา และจัดแสดงที่สวนโมกข์กรุงเทพ
 
ภาพนี้เป็นภาพปริศนาธรรมที่โดดเด่นที่อธิบายแก่นของพุทธศาสนา คือ ปฏิจจสมุปบาทให้เข้าใจง่าย เป็นรูปธรรม สำหรับใช้เป็นเครื่องมือศึกษาชีวิตในด้านใน เพื่อให้มองเห็นความรู้สึกที่เป็น “ตัวเรา - ของเรา” เป็นภาพลวงตา เป็นมายา 
 
 
ภาพยักษ์ที่กัดกินวงกลม หมายแทนกาลเวลา กะโหลกผี ๕ กะโหลก หมายแทนขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทานว่าเป็น ตัวเรา และ ของเรา หมายความว่าเมื่อใดที่จิตสำคัญมั่นหมายว่าเป็น ตัวเรา และ ของเรา ขณะนั้นจะถูกกาลเวลากัดกินให้เป็นทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลาที่มีการยึด มีการมอง มีความรู้สึก ว่ามี "ตัวเรา" อยู่
ภาพวงกลมใหญ่ทั้งหมด หมายแทนอาการของจิตในขณะที่ยักษ์กัดกินโดยแสดงเป็นวงกลมซ้อนกันอยู่ ๔ ชั้น ซึ่งทั้งหมดมีของมันเป็นธรรมชาติต่อเนื่อง เกิด ดับ เปลี่ยนแปลง เป็นปกติตามธรรมชาติ

วงกลมเล็กในสุด ภาพงูกำลังกัดหางไก่ ไก่กำลังกัดหางหมู หมูกำลังกัดหางงู หมุนเวียนกันเรื่อยไปต่อเนื่องกันไม่สิ้นสุด แสดงให้เห็นถึงอำนาจของกิเลสอันมีอกุศล คือ โลภ โกรธ หลง เป็นมูลเหตุ มาทำให้จิตเดิมที่ประภัสสรนั้นหมองไปตามอำนาจ กระทำหมุนวนเวียนเป็นวงกลมซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นวงจรแห่ง กิเลส กรรม วิบาก อันเป็นวัฏฏสงสารที่กักขังสัตว์ให้เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมาน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นปกติของธรรมชาติ

วงกลมเล็กถัดออกมา แสดงถึงสิ่งที่เป็นไปตามกิเลส กรรม วิบาก หล่อเลี้ยงวัฏฏสงสารให้หมุนเวียนไปไม่มีที่สิ้นสุด แบ่งวงกลมเป็น ๒ ซีก ซีกดำหมายแทน บาป นรก ความชั่ว ความทุกข์ ฯ อันเป็นสภาพแห่งกรรมข้างฝ่ายดำ *ส่วนซีกขาว หมายแทนบุญ สวรรค์ ความดี ความสุข ฯ หมายถึงกรรมข้างฝ่ายขาวที่มีความละอาย เกรงกลัวบาป แต่ยังยึดถือบุญ สวรรค์ ความดี ความสุข ว่าเป็น ตัวเรา และ ของเรา จึงไม่สามารถหลุดพ้นไปสู่ความเป็นอิสระที่เหนือกรรมทั้งดำทั้งขาวได้*

วงกลมถัดออกมา แบ่งเป็น ๕ ส่วน แสดงให้เห็นว่าในวันหนึ่งๆเมื่อใดที่จิตของเรามีการกระทบอารมณ์ แล้วตอนนั้นจิตขาดสติปัญญา จิตจะสำคัญขึ้นว่าเป็น ตัวเรา จิตก็พร้อมจะมีสภาพผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนว่ายวนเกิดในสภาวะแห่งภูมธรรมต่างๆ ๕ ภูมิ ได้แก่ ภูมิมนุษย์ เมื่อคิดเห็นเป็นอยู่สมมนุษย์ ภูมิเปรตเมื่อมีแต่ความทะยานอยากไม่รู้จักพอ ภูมินรกเมื่อมีแต่ความวิตกทุกข์ร้อนหรือหนาวยะเยือกในใจไม่รู้จักสงบเย็น ภูมิเดรัจฉานเมื่อทุกเมื่อเชื่อวันนั้นหมกมุ่นอยุ่แต่กับดิรัจฉานวิสัย คือ กิน ขี้ขลาด สืบพันธุ์ นอน และภูมิเทวดา ที่แม้จะละอายและเกรงกลัวบาปแต่ก็ยังติดดีและสุข เที่ยวเสาะแสวงหารบพุ่งแย่งชิงระหว่างกันอยู่เสมอ

วงกลมนอกสุด แสดงถึงมูลเหตุที่ทำให้สัตว์ยอมจมอยู่ในห้วงแห่งวัฏฏสงสาร ด้วยห่วงโซ่อาการของจิตที่ต่อเนื่องกัน ๑๒ ห่วง คือ อวิชชา แสดงด้วยภาพเด็กที่ไม่รู้นำทางคนแก่ตาบอดที่ไม่เห็นแล้วคิดปรุงแต่งตามวิสัยคนปั้นหม้อ (สังขาร) ต่อๆกันไป ตามกระแสแห่ง วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้ว เพราะอวิชชาตัวเดียวเท่านั้น หนุนเนื่องให้ปรากฏขั้นตอนต่างๆอย่างฉับพลันพร้อมกันจนเป็นทุกข์

ภาพล้อธรรมจักร ๑๒ ซี่มุมบนซ้ายมือ ที่พระบรมศาสดาทรงชี้ทางแก่สานุศิษย์ หมายถึงวิธีการที่จะปฏิบัติเพื่อให้หลุดออกมาเสียได้จากสังสารวัฏฏ์ ซึ่งกักขังสัตว์เอาไว้ให้จมอยุ่ในห้วงแห่งความทุกข์ หมายแทนอริยสัจจ์ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ พร้อมด้วยกิจที่จะต้องปฏิบัติอย่างละ ๓ รวมเป็น ๑๒ ซึ่งหมายถึงการรู้และเข้าใจในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การหมดสิ้นทุกข์เสียได้ และการปฏิบัติตามหนทางอันประเสริฐ ๘ ประการเพื่อการดับทุกข์ ด้วยปัญญารุ้เท่าทันสภาพและกระบวนแห่งจิตในทุกขณะ มีอินทรียสังวรและกำลังพร้อมต่อทุกขณะแห่งผัสสะมิให้ไหลวนไปตามอำนาจแห่งอวิชชาจนเป็นทุกข์"

กะโหลกผี ๕ กะโหลก หมายแทนขันธ์ห้าที่ประกอบด้วย อุปาทานว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา” ข้อนี้ หมายความว่า เมื่อสำคัญขึ้นว่าเป็น “ตัวเรา” และ “ของเรา” ขณะนั้นจะถูก กาลเวลากัดกินให้เป็นทุกข์ทรมานอยู่ตลอดเวลาที่มีความยึดถือว่ามี “ตัวเรา” อยู่ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า บุคคลคนหนึ่งโดยสมมติประกอบด้วยขันธ์ ๕ ขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ แต่ขันธ์ ๕ นั้นเอง ก็มีความหมายเป็นเพียงธรรมธาตุ หรือสภาวะตามธรรมดา อาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น เป็นไปตามสภาวะธรรมชาติ มิได้เป็นของบุคคลใด 

 
**หมายเหตุ ความหมาย ขันธ์ ๕ (ที่มา https://th.wikipedia.org)
1.รูป ได้แก่ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต ร่างกาย
2.
เวทนา ได้แก่ ระบบประมวลความรู้สึกว่า ชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
3.
สัญญา ได้แก่ จำสิ่งที่ได้รับและรู้สึกนั้นๆ
4.
สังขาร ได้แก่ ระบบคิดปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รับรู้สึกและจำได้นั้นๆ
5.
วิญญาณ ได้แก่ ระบบรู้สิ่งนั้นๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

 
แต่เพราะความสำคัญผิดทำให้คิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือ วิญญาณ (ร่างกาย ความรู้สึก ความจำได้ ความคิด การรับรู้ต่างๆ) เป็นของเรา เป็นตัวเรา เป็นเรื่องของเรา เรียกว่ามีอุปาทานในเบญจขันธ์จึงเกิดความยึดเรื่องราว ยึดความรู้สึกต่างๆ "อยาก" ที่จะควบคุมให้ตนเองมีความสุข ให้ตนเองพึงพอใจ (แม้กระทั่งความพึงพอใจใน การเป็นคนดี ความหวังดี หรือแม้กระทั่งอยากที่จะยึดอารมณ์ปล่อยวาง)   จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นตามมาติดๆทันที โดยไม่ทันรู้ตัว 
 
เพียงเพราะหวังอยากให้ขันธ์ห้านั้นเที่ยง อยากจะคงสภาวะที่ตนมีความสุข มีความพึงพอใจ หรือรู้สึกสบายใจ และให้ความสุขนั้นเป็นของเรา(อยู่กับเรา) แต่ในเมื่อตามธรรมชาติจริง ๆ แล้ว ขันธ์ห้าไม่เที่ยง ธรรมชาติไม่เที่ยง ขันธ์ห้าเราไม่เที่ยง ขันธ์ห้าผู้อื่นไม่เที่ยง และทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมชาติไม่มีใครสามารถควบคุมได้  เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยากให้ตัวเองมีความสุข ความทุกข์จึงเกิดขึ้นจ่อรอเราทันทีเช่นกัน
.
....
.......
..........
.............
......................
 
ภาพล้อธรรมจักร ๑๒ ซี่มุมบนซ้ายมือ ที่พระบรมศาสดาทรงชี้ทางแก่สานุศิษย์ หมายถึงวิธีการที่จะปฏิบัติเพื่อให้หลุดออกมาเสียได้จากสังสารวัฏฏ์ ซึ่งกักขังสัตว์เอาไว้ให้จมอยุ่ในห้วงแห่งความทุกข์ หมายแทนอริยสัจจ์ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ พร้อมด้วยกิจที่จะต้องปฏิบัติอย่างละ ๓ รวมเป็น ๑๒ ซึ่งหมายถึงการรู้และเข้าใจในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การหมดสิ้นทุกข์เสียได้ และการปฏิบัติตามหนทางอันประเสริฐ ๘ ประการเพื่อการดับทุกข์ ด้วยปัญญารู้เท่าทันสภาพและกระบวนแห่งจิตในทุกขณะ มีอินทรียสังวรและกำลังพร้อมต่อทุกขณะแห่งผัสสะมิให้ไหลวนไปตามอำนาจแห่งอวิชชาจนเป็นทุกข์"
.
.
.

เราชาวพุทธ โชคดีเหลือเกิน ที่มีมหาบุรุษพระศาสดาผู้ประเสริฐ ชี้ทางให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ ความทุกข์ที่เราเคยพยายามหนีด้วยตัวเอง แต่แปลก...ยิ่งเราพยายามหนีความทุกข์มากเท่าไร เรายิ่งกลับทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

"เรามาเดินทางเพื่อปล่อยวาง ขันธ์ ๕ ไปด้วยกันนะครับ"

 
ที่มาคำอธิบายภาพปฏิจจสมุปบาท แบบทิเบต โดยท่านพุทธทาส
ที่มาของภาพ : โรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกขพลาราม ไชยา สุราษฎร์ธานี และต้นฉบับภาพทังกาจากทิเบต
เรียบเรียงโดย : ทีมงานมูลนิธิสหธรรมิกชน

 
****************************************

“เพื่อนผู้ร่วมอุดมการณ์ สืบสานสากลธรรม น้อมนำสรรพศาสตร์ เพื่อสร้างสันติสุข”

หากท่านอ่านบทความนี้แล้ว เห็นว่ามีประโยชน์น่าแบ่งปัน
รบกวนกด "แชร์" ได้เลยครับ


ติดตามข้อมูลข่าวสาร อันเป็นประโยชน์
จากมูลนิธิสหธรรมิกชนได้ที่

FB Fanpage : มูลนิธิสหธรรมิกชน Sahadhammikchon Foundation
 

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles