[Food and Beverage ]  [article] การบริโภคน้ำมันมะพร้าวต่อวันที่เหมาะสมคือเท่าไหร่

 
 
 

นเวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีคนให้ความสนใจเรื่อง "น้ำมันมะพร้าว" มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มได้รับข้อมูลมากขึ้น ซึ่งถ้าเรารู้คุณสมบัติ "น้ำมันมะพร้าว" มากขึ้น ก็จะทำให้คนไทยได้พึ่งพา น้ำมันพืช จากผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพาะปลูกในประเทศไทยด้วยกันเอง
     ผลไม้อย่าง ลูกมะพร้าวของประเทศไทยขึ้นชื่ออย่างมากว่าสามารถผลิต
"กะทิและน้ำมันมะพร้าว" ได้มากที่สุดและคุณภาพดีที่สุดในโลก

     แม้ว่า..."น้ำมันมะพร้าว" จะกินแล้วดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังต้องระวังเรื่องปริมาณการบริโภค รวมถึงต้องปรับพฤติกรรมการกินควบคู่ไปด้วย มิเช่นนั้น อาจให้ผลตรงกันข้าม
 

     สำหรับวิธีการบริโภค "น้ำมันมะพร้าว" อย่างเหมาะสม นั้นอาจยึดหลักจากน้ำหนักตัว ดังนี้

         - น้ำหนักตัว 30-40 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถบริโภคได้ไม่เกิน 0.5 ช้อนโต๊ะต่อวัน

         - น้ำหนักตัว 40.1-60 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถบริโภคได้ไม่เกิน 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน

         - น้ำหนักตัว 60.1-80 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถบริโภคได้ไม่เกิน 1.5-2 ช้อนโต๊ะต่อวัน

         - น้ำหนักตัว 80.1 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถบริโภคได้ไม่เกิน 2.5-3 ช้อนโต๊ะต่อวัน

         - เด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ไม่เกินวันละ 1-2 ช้อนชา

         - ผู้สูงอายุรับประทานไม่เกินวันละ 1-2 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ
 

แต่ถ้าจะสรุปให้ทราบ ถึงคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสำหรับการดื่มหรือทำอาหารนั้น สามารถสรุปได้ดังนี้

      1. ในน้ำมันมะพร้าว : ส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวมากที่สุดในโลก ไม่เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อเป็นไขมันที่แทบไม่เกิดอนุมูลอิสระจึงทำให้ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์

      2. คุณสมบัติน้ำมันมะพร้าว : ที่อิ่มตัวมากที่สุดในโลก เมื่อโดนความร้อนก็ไม่เปิดโอกาสให้ออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยาเกิดโครงสร้างบิดตัวกลายเป็นไขมันทรานส์ได้ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุสำคัญทำให้หลอดเลือดอุดตัน และเป็นโรคหัวใจ

      3. น้ำมันมะพร้าว  : มีองค์ประกอบเป็นกรดไขมันและไตรกลีเซอร์ไรด์สายโซ่ปานกลางมากที่สุดในโลก ทำให้ดูดซึมเป็นพลังงานแก่ตับได้เร็วมากภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่เหลือไขมันตกค้าง

      4. เป็นอาหารแก่เซลล์ได้รวดเร็วมาก :  โดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ต่างจากการได้สารอาหารจากแป้งหรือกลูโคสในน้ำตาล หรือจากกรดไขมันสายยาวชนิดอื่น จึงเหมาะกับเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ทีป่วยเป็นโรคเบาหวาน และกลุ่มโรคสมองเสื่อม
 

      5. กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์...ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญร่างกายได้สูงขึ้น ทำร่างกายสามารถแปลงคอเลสเตอรอล เป็นฮอร์โมน เยื่อหุ้มเซลล์ และน้ำดีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

      6. เมื่ออัตราการเผาผลาญสูงขึ้น...จึงทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น ระบบการขับถ่ายดีขึ้น ในช่วงแรกๆของนักบริโภคมือใหม่ จึงอาจต้องค่อยๆปรับระดับการบริโภคให้ทยอยเพิ่มขึ้นจากน้อยไปหามากเพราะอาจมีอาการคล้ายท้องเสีย

      7. โมโนลอริน...ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดลอริก โมโนคาโปรอินซึ่งเป็นโมโนกลีเซอไรด์ของกรดคารปริลิก โมโนคาปริลินของกรดคาปริก ซึ่งอยู่ในน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ยิสต์ โปรโตซัว ที่ก่อโรค

      8. มีสารต้านอนุมูลอิสระ... ในรูปของ วิตามินอี สารฟีนอล และสารไฟโตสเตอรอล
 

หากจะบริโภค "น้ำมันมะพร้าว" อย่างไรจึงจะดีที่สุด เราจึงขอรวบรวมคำแนะตามของสูตรต่างๆดังนี้

       1. ถ้าต้องการบริโภคอาหารที่ต้อง ผัดและทอด ให้ใช้ "น้ำมันมะพร้าว" แทนน้ำมันชนิดอื่นทั้งหมด

       2. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก คือกินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ตามสัดส่วนของน้ำหนักตัว การกินอาหารจะทำให้รู้สึกอิ่มท้อง พร้อมกับกินผัก โปรตีน ไขมัน และให้ลดหรืองด แป้ง รวมไปถึงอาหารรสหวาน

       3. ถ้าจะรับประทานตามที่สมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ก็คือ กินน้ำมันไม่เกิน 30% ของแคลอรี่รวม 
 

การนำ "น้ำมันมะพร้าว" ไปเป็นส่วนหนึ่งในการปรุงประกอบอาหาร เช่น นำไปผัดอาหารแทนน้ำมันชนิดอื่น ๆ นิยมใช้เพื่อไม่ต้องไปใช้น้ำมันชนิดอื่นที่มีโทษต่อสุขภาพร่างกาย         
 

**********

คุยกันต่อได้ที่ 
Facebook : Plearn Coconut Cooking Oil

Youtube : Plearn Coconut Cooking Oil
Blog : 
Plearn Coconut Cookingoil
 

พูดคุย ปรึกษาได้ที่ 

กรอกข้อมูลเพื่อรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับ Plearn Cooking Oil ได้ที่นี่ คลิ๊กเลย

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles