[Smart Choice ]  [article] 10เรื่องราววันคริสต์มาสที่คุณอาจไม่เคยรู้

 
 
 

10 เรื่องราว
วันคริสต์มาสที่คุณอาจไม่เคยรู้

 

       คริสต์มาสเป็นวันสำคัญสำหรับคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก มันคือเทศกาลแห่งความสุขที่เหมือนกับสงกรานต์ของคนไทย คือไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน พอถึงคริสต์มาสคุณต้องกลับบ้านเพื่อร่วมฉลองกับครอบครัวพ่อแม่ปู่ย่าตายาย แต่คริสต์มาสในวันนี้ก็มีความเปลี่ยนแปลงจากต้นกำเนิดแต่เดิม เหมือนกับประเพณีของชาวโลกทั่วไป วันนี้เราจะพาคุณไปดู 10 เรื่องที่น่าสนใจ และคุณควรรู้เกี่ยวกับวันคริสต์มาส
 


 ตำนานคริสต์มาส
       คริสต์มาส (Christmas) มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ซึ่งแปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" พบเป็นครั้งแรกในเอกสารภาษาอังกฤษโบราณในปี 1038 สาเหตุที่ยึดเป็นวันที่ 25 ธันวาคม ก็เพราะเชื่อกันว่าเป็นวันประสูติของพระเยซู ณ เมืองเบ็ธเลเฮ็ม ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิสราเอล (แม้ภายหลังนักวิชาการทั่วโลกจะคอนเฟิร์มตรงกันว่า วันประสูติน่าจะเป็นเดือนกันยายนมากกว่า แต่ชาวโลกก็ยังคงยึดเป็นวันที่ 25 ธ.ค. เหมือนเดิม) เทศกาลนี้จึงเป็นการเฉลิมฉลองอย่างแท้จริง นอกจากจะเป็นวันประสูติแล้ว ยังเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ด้วย ในวันนี้ทุกคนจะมอบของขวัญและความรักให้แก่กัน ประดับประดาและตกแต่งบ้านอย่างสวยงาม เปลี่ยนความทรมานจากความหนาวเหน็บและหิมะให้กลายเป็นความสุขได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ตำนานซานตาครอส

       เรื่องนี้มีตำราหลายฉบับแต่ที่นิยมที่สุดก็คือ ซานตาครอสเป็นการกร่อนคำจากชื่อ “เซนต์ นิโคลาส” สังฆราชแห่งเมืองไมราช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 และได้รับการยกย่องให้เป็นซานต้าคนแรก เพราะวันหนึ่งท่านปีนหลังคาบ้านเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งเพื่อทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ แล้วบังเอิญถุงเงินมันหล่นลงไปในถุงเท้าที่เธอแขวนจากไว้ข้างเตาผิงพอดี จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ซานต้าได้เปลี่ยนภาพจากนักบุญไปเป็นคุณลุงหนวดงามพุงพลุ้ยใจดี ขี่กวางเรนเดียร์มาแจกของขวัญแก่เด็กๆ ในคืนคริสต์มาสอีฟไปในที่สุด

การแขวนถุงเท้าข้างเตาผิง

       สืบเนื่องจากเรื่องของเซนต์นิโคลาส ที่ปีนขึ้นไปหย่อนถุงเงินผ่านปล่องไฟให้เด็กสาวยากจนนั่นแหละ เมื่อบังเอิญถุงเงินมันหล่นใส่ถุงเท้าที่เธอแขวนไว้ข้างเตาผิง ก็เลยกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันสืบมา เชื่อกันว่า คุณลุงซานต้าจะปีนลงมาในปล่องไฟแล้วมองหาถุงเท้าที่เด็กๆ แขวนไว้ จากนั้นก็จะยัดกล่องของขวัญลงไปในถุงเท้า หรือถ้ากล่องใหญ่มากก็จะวางไว้แถว ๆ นั้น


 

ต้นคริสต์มาส
มีเรื่องเล่าว่า ในศตวรรษที่ 8 เซนต์ บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษ เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ท่านได้ช่วยชีวิตเด็กที่กำลังจะโดนเชือดเป็นเครื่องสังเวยที่ใต้ต้นโอ๊ก เมื่อโค่นต้นโอ๊กก็เจอต้นสนเล็กๆ ขึ้นอยู่ที่โคน ท่านจึงให้คนร่วมพิธีขุดขึ้นมาเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า “ต้นกุมารพระคริสต์” ต่อมาในช่วงเดือนธันวาคม ปี 1540 มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมันได้ตัดต้นสนไปตั้งที่บ้าน ก็เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่ไปทั่วยุโรป แรกๆ เป็นต้นสนที่ประดับด้วยของสวยงามต่างๆ เช่น ลูกแอปเปิ้ล และขนมปัง เพื่อเป็นตัวแทนของการรับศีลมหาสนิท ปัจจุบันกลายมาเป็นการประดับไฟหลากสี กล่องของขวัญ ขนม ลูกอม กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของคริสต์มาส



ดอกคริสต์มาส

Christmas Rose มีต้นกำเนิดที่อังกฤษ เป็นดอกไม้สีขาวที่มักออกดอกช่วงฤดูหนาว มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูตินั้นมีผู้รู้ 3 คนกับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซูเพื่อมอบของขวัญ ระหว่างทางได้พบกับเด็กหญิงเลี้ยงแกะที่ชื่อมาเดลอน เธอเสียใจที่ตัวเองไม่มีของขวัญให้ เมื่อนางฟ้ารู้เข้าจึงร่ายมนต์เสกดอกไม้สีขาวสวยและมีสีขมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และมันก็คือดอกคริสต์มาสนั่นเอง


เพลงคริสต์มาส

          เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 โดยสงฆ์และฆราวาสช่วยกันแต่งเนื้อเพลงภาษาละตินเพื่อใช้ร้องในโบสถ์ เนื้อหาพูดถึงการเสด็จมาของพระเยซู แต่พอถึงศตวรรษที่ 12 นักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกันในอิตาลีก็เริ่มคิดขยับเพลงให้มีจังหวะที่สนุกมากขึ้น และเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านมาก ในช่วงแรกแต่งเป็นภาษาละติน แต่ปัจจุบันมีเนื้อภาษาอังกฤษ ที่ยังหลงเหลือมาจนทุกวันนี้เก็คือเพลง Oh Come, All Ye Faithful (หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน) แต่ที่นิยมกันมากที่สุดคือ Silent Night, Holy Night ซึ่งเพิ่งวแต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 นี้เอง


ระฆังคริสต์มาส

       เสียงระฆังเป็นสัญลักษณ์แทนการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติให้พระเยซู เชื่อกันว่า การตีระฆังในช่วงเที่ยงคืนของคืนคริสมาสต์อีฟ จะช่วยลดพลังมืด เป็นความตายของเหล่าปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ไถ่บาปจะถือกำเนิดขึ้น เสียงระฆังนี้จะดังกังวานนับชั่วโมง และกลายเป็นเสียงแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว


ดาวคริสต์มาส

       อ้างอิงจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในตอนหนึ่งที่พูดถึง "The bright and morning star" หมายความถึงการได้ร่วมอยู่ในเนื้อที่ของสรวงสวรรค์ เหมือนกับในช่วงเวลานี้จะไม่มีอะไรมากั้นพรมแดนระหว่างโลกและสวรรค์อีกต่อไป




Eggnog

"เอ๊กน็อก" คือ เครื่องดื่มที่นิยมกันในช่วงคริสต์มาส มีส่วนผสมของไข่ ครีม นม น้ำตาล และเหล้าผสมกัน ให้ทั้งความหอมหวาน และอบอุ่น เหมาะกับอากาศหนาว ๆ




Boxing Day

       วันรุ่งขึ้นหลังจากคริสมาสต์ มีที่มาจากชื่องานเลี้ยงของ เซนต์ สตีเฟน ในงานนั้นกล่องบริจาคของโบสถ์จะถูกเปิดออกในวันนี้ ปัจจุบันก็เลยถือเป็นวันแกะกล่องของขวัญทั้งหลายที่ทุกคนมอบให้แก่กันตั้งแต่วันคริสต์มาสนั่นเอง


       
ทั้งหมดนี้คือ 10 เรื่องที่น่าสนใจ และคุณควรรู้เกี่ยวกับวันคริสต์มาส  และการจััดงานหหรือกิจกรรมในวันคริสมาสต์นั้น คือ การเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์ 

 

สิ่งสำคัญที่สุดของวันคริสต์มาส ที่ใครหลายคนอาจไม่รู้อยู่ใน ยอห์น. 3 : 16
เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์องค์เดียวของพระองค์นั้น
เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์

(อ้างอิงจากพระคัมภีร์ไบเบิล พันธสัญญาใหม่)
 


สนใจติดตามข้อมูล อ่านต่อได้ที่ 
www.facebook.com/Letterplanet.fan

 

Post by : Letter Planet Reporter
บทความคัดสรรค์ จากทีมงาน LetterPlanet.com
ติดตามแฟนเพจของพวกเราได้ที่ LetterPlanet

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles