[Smart Choice ]  [article] นาฬิกาชีวิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี

 
 
 


"นาฬิกาชีวิต"
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี

 

 
     การตื่นและการนอนเป็นภาวะความสมดุลของร่างกายที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ร่างกายอยู่ในสภาพอย่างไร คนที่นอนไม่หลับ คือ รู้สึกอยากนอนอยู่ตลอดเวลา เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายไม่แข็งแรง ควรจะหาทางออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อจัดนาฬิกาชีวิตในร่างกายให้เที่ยงตรงและปกติเหมือนเดิม การดำเนินชีวิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันจะต้องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานของการมีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืน ปราศจากโรค โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้


เวลา 01.00-03.00 น  เป็นช่วงเวลาของ "ตับ"

       ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่ง สารมีราโทนิน (meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งมีราโทนินประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน ( endorphin)  ออกมาด้วยจึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บจะไม่สวย ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อยๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพาตกค้างในตับ
 

เวลา 03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "ปอด"



       ช่วงเวลานี้จึงควรตื่นนอนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ และรับ แสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดจะดี ผิวดีขึ้น และจะเป็นคนที่มีอำนาจในตัว





 

เวลา 05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "ลำไส้ใหญ่"


          ควรขับถ่ายอุจจาระทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างจมูก ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว ถ้ายังไม่ถ่ายให้ดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้ น้ำ 1 แก้ว + น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาว 4-5 ลูก ทำดื่มจนกว่าจะถ่าย หรือบริหารโดยยืนตรง หายใจเข้า แล้วก้มลงพร้อมทั้งหายใจออก เอามือท้าวเข่าแขม่วท้องจนเหมือนว่าหน้าท้องไปติดสันหลัง




 

เวลา 07.00-09.00 น.  เป็น ช่วงเวลาของ "กระเพาะอาหาร"



        เป็นช่วงที่
กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้าขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย


 

เวลา 09.00-11.00 น.  เป็นช่วงเวลาของ "ม้าม"

       ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศีรษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจาก ม้ามกับตับ

- ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย

- ม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไปจะแปรสภาพเป็นไขมันจึงทำให้อ้วนง่าย

ผู้ที่มักนอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น.ม้ามจะอ่อนแอ นอกจากนี้ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก ผู้ที่พูดบ่อยๆ หรือพูดเก่งๆ ม้ามจะชื้น จึงควรพูดน้อยกินน้อย ม้ามจึงแข็งแรง

 

เวลา 11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "หัวใจ"



       หัวใจทำงานหนักช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้น หรืออาการตกใจให้ได้

 

 

 
 

เวลา 15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "กระเพาะปัสสาวะ"

       แนวพลังของกระเพาะปัสสาวะเริ่มจาก หัวตา > ผ่านหน้าผาก   >   ศีรษะ   >  ท้ายทอย   >  แผ่นหลังทั้งแผ่น    >  สะโพก  >   ด้านหลังขา  >   หัวเข่า   >  น่อง  >  ส้นเท้า >  นิ้วก้อย   กระเพาะปัสสาวะ จะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด

ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออก  อาจออก กำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง ข้อควรระวังถ้าเหงื่อมีโซเดียมปนออกมามากไตจะวาย แต่ถ้ามีโปตัสเซียมปนออกมามาก หัวใจจะวาย แก้ไขเรื่องหัวใจวายด้วยการให้ดื่มน้ำส้ม หรือน้ำมะนาวเพื่อเติมโปตัสเซียม (ผู้ที่มีโปตัสเซียมน้อยต้องระวังเรื่องการฉีดยาชา เพราะยาชา จะทำให้โปตัสเซียมลดลงอย่างรวดเร็ว หัวใจอาจวายได้ง่าย การอั้นปัสสาวะบ่อยๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ
 

เวลา 17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "ไต"

       เราควรทำใจให้สดชื่นไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาหารง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาหารหนักมาก

- ไตซ้าย  จะคุมสมองด้านขวา ซึ่งควบคุมด้านความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรี  รักสวยรักงาม  ชอบแต่งตัว ถ้าไตซ้ายมีปัญหา อารมณ์รักสวยรักงามจะหมดไป กลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว และเป็นคนขี้ร้อน

-  ไตขวา จะคุมสมองด้านซ้าย ซึ่งควบคุมความจำ ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขี้หนาว (ผู้ที่ไตแข็งแรงจะเป็นคนทีอายุยืน เป็นคนกล้า)

ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ
 

เวลา 19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "เยื่อหุ้มหัวใจ"



       ถ้าเป็นไปได้ควรใช้ช่วงเวลานี้ไปกับการสวดมนต์หรือนั่งสมาธิ เพราะเป็นเวลาของ “เยื่อหุ้มหัวใจ” คนไหนดูแลตัวเองไม่ดีในช่วงนี้มีสิทธิ์เสี่ยงเป็นโรคหัวใจโต หัวใจรั่ว ไม่ก็เป็นเส้นเลือดหัวใจตีบได้ ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเจอกับเรื่องตื่นเต้น ตกใจ หรือดีใจสุดขีด








เวลา 21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ "ร่างกายอบอุ่น"




       ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น ฉะนั้นไม่ควรอาบน้ำเย็น หรือไปยืนตากลมนอกบ้าน เพราะจะป่วยได้ง่ายมาก

 




เวลา 23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาของ "ถุงน้ำดี"


       ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ เมื่ออวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะจาม (ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด)  จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้าง โดยไม่ทราบสาเหตุ  (ผู้ที่ตัดถุงน้ำดีออก เมื่อตรวจด้วยลูกดิ่งจะพบว่า ถุงน้ำดีข้น มักมีอาการปวดขา ปวดสะโพก)



       
ชีวิตร่างกายของเรายังคงต้องการอาหารเพื่อไปช่วยหล่อเลี้ยงอวัยวะทั้ง 32 อย่าง ที่รวมเป็นร่างกายของเราทุกคน การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ให้โทษกับอวัยวะโดยไม่ตั้งใจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเจ็บป่วยไปแล้วก็ฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้ หากเราปฏิบัติตาม "นาฬิกาชีวิต" ได้
 

​***************************
สนใจติดตามข้อมูล อ่านต่อได้ที่ 
www.facebook.com/Letterplanet.fan

Post by : Letter Planet Reporter
บทความคัดสรรค์ จากทีมงาน LetterPlanet.com
ติดตามแฟนเพจของพวกเราได้ที่ LetterPlanet

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles