[Smart Choice ]  [article] ชุดไทยพระราชนิยม เปิดประวัติแฟชั่นชุดไทยสมัยกรุงศรีฯ ตามรอยละครดังบุพเพสันนิวาส

 
 
 
 
"ชุดไทยพระราชนิยม"
เปิดประวัติแฟชั่นชุดไทยสมัยกรุงศรีฯ ตามรอยละครดังบุพเพสันนิวาส

       “ชุดไทย” เป็นชุดประจำชาติที่มีเอกลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนชาติอื่น...เป็นเครื่องแต่งกายที่งดงามที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันคนไทยไม่ค่อยสนใจเพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รวมถึงมีแฟชั่นเสื้อผ้าจากต่างประเทศเข้ามา


       อ.กรณัท สุขสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกาย คณะเทคโนโลยี คหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ให้ความรู้ว่าการแต่งกายของมนุษย์เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคอียิปต์ ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆ ตามยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จุดประสงค์หลัก ๆ ก็เพื่อปกปิดร่างกาย หรืออาจใช้ช่วยป้องกันการร้อนหนาวของมนุษย์ 
สำหรับชุดไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะคล้ายกับยุคสุโขทัย เพราะสุโขทัยมาก่อนอยุธยาจึงเป็นยุคต้นกำเนิดชุดไทย ซึ่งอยุธยาเป็นราชธานีที่ยาวที่สุดของไทยถึง 417 ปี ระยะเริ่มแรกของกรุงศรีอยุธยา อยู่ในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 แต่ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาเจริญนั้นชั้นแรกต้องมีอารยธรรมลพบุรีสอดแทรกอยู่เป็นส่วนใหญ่



       แล้วต่อมาก็ได้รับอารยธรรมของไทยฝ่ายเหนืออีก คืออารยธรรมของชาวสุโขทัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 21 ลงมา กล่าว คือ สตรีไทยไว้ผมยาว เกล้ามวย บนศีรษะ สวมเสื้อบาง ผ่าอก คอรูปสามเหลี่ยม แขนสั้นขลิบขอบ สาบเสื้อ ชายเสื้อปรกเอวย้วย รัดกับสะโพก สวมกำไลแขนเป็นปลอก นุ่งผ้าโจงกระเบนยาวครึ่งแข้ง ส่วนชาวบ้านไว้ผมยาวประบ่า หวีแสกกลาง ไม่สวมเสื้อ ห่อผ้าสไบเฉียง ปิดอก นุ่งผ้าเชิงใต้สะดือยาวครึ่งแข้ง จีบหน้านาง ชักชายพกยาวตกลงมาตรงกลาง


อยุธยาสมัยที่ 1 พ.ศ.1893-2031 ผู้หญิงยังคงเกล้าผม ซึ่งการเกล้ามี 2 แบบ คือ เกล้าไว้ท้ายทอย และเกล้าสูงบน (หนูนหยิก) ศีรษะมีเครื่องประดับเรียกว่า เกี้ยว เป็นเครื่องรัดมวยผม เครื่องแต่งกายนุ่งซิ่นจีบหน้า สวมเสื้อแขนกระบอก คอกลม ผ่าหน้า เสื้อยาวเข้ารูป มีผ้าคลุมสะโพกไว้ด้านในของตัวเสื้อ แต่ปล่อยชายออกด้านนอก ต่อมาได้ต่อเข้ากับตัวเสื้อ เป็นชายเสื้อลงมาอีกทีหนึ่งส่วนผู้ชายทรงผมมหาดเล็กและคนรับใช้ตัดผมสั้น ชายยังคงเกล้าผมกลางกระหม่อมเช่นเดียวกับผู้หญิง ส่วนเครื่องแต่งกายนุ่งกางเกงยาวลงมาแค่หน้าแข้ง ปลายขาเรียวเล็กกว่าเดิม นุ่งผ้าหยักรั้ง แบบเขมรซ้อนทับกางเกง ชายผ้ายาวเสมอเข่า ใช้ผ้าคาดเอว สวมเสื้อคอแหลม แขนยาวจรดข้อมือ ผ่าอก สาบซ้ายทับสาบขวา มีผ้ากุ๊นตรงปลายแหลม คอ สาบหน้า และชายเสื้อ



        ส่วนอยุธยาในสมัยที่ 2 พ.ศ.2034-2171 ผู้หญิงตัดผมสั้น หวีเสยขึ้น ไปเป็นผมปีก บ้างก็ยังไว้ผมยาวเกล้าบนศีรษะ เลิกเกล้าเมื่อ พ.ศ.2112 เพราะต้องทำงานหนักไม่มีเวลาเกล้าผม ส่วนเครื่องแต่งกาย นุ่งกางเกงหรือโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก คอกลมผ่าอก ไม่นิยมสไบ ผู้หญิงชั้น สูงสวมเสื้อคอแหลม มีผ้าคล้องไหล่
2 ข้าง การห่มสไบมีหลายแบบได้แก่ พันรอบตัวเหน็บทิ้งชาย ห่มแบบสไบเฉียง คือพันรอบอก 1 รอบ แล้วเฉวียงขึ้นบ่าปล่อยชายไว้ข้างหลังเพียงขาพับแบบสะพักสองบ่า ใช้ผ้าพันรอบตัวทับกันที่อกแล้วจึงสะพักไหล่ทั้งสองปล่อยชายไปข้างหลัง ทั้ง 2 ข้าง แบบคล้องไหล่ เอาชายไว้ข้างหลังทั้งสองชาย แบบคล้องคอห้อยชายไว้ข้างหน้าแบบห่มคลุม การแต่งกายชุดไทยของสตรีไทยได้วิวัฒน์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศในปี พ.ศ.2503 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งให้ อาจารย์สมศรี สกุมลนันท์
หาเครื่องแบบเป็นเอกลักษณ์ของไทยขึ้นตามประวัติศาสตร์

        ท่านจึงได้คิดค้นจากประวัติความเป็นมาแต่ดังเดิม แล้วดัดแปลงให้เข้ากับสมัยนิยมที่ใช้กันทั่วไป คือ “เครื่องแต่งกายชุดพระราชนิยมของไทย” มาจนทุกวันนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้ริเริ่มแต่งฉลองพระองค์นี้... 
บางครั้งก็เรียก “ชุดไทยพระราชนิยม” มีทั้งหมด 8 ชุด ได้แก่
 


1. ชุดไทยจักรี ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรีมหาประสาท (ชุดไทยห่มสไบ) ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพก ใช้ผ้ายกมีเชิงหรือยกทั้งตัวคาดเข็มขัดไทย ท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บติดกับซิ่นหรือท่อนเดียวกัน หรือจะมีสไบห่มต่างหากก็ได้เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมทิ้งชายด้านหลังยาวตามเห็นสมควร ใช้สำหรับงานตอนค่ำ สวมใส่เครื่องประดับให้งดงามตามโอกาส

 

 

2. ชุดไทยดุสิต ตั้งชื่อตามพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตัวเสื้อไม่มีแขน คอด้านหน้า-หลัง คว้านกว้าง มีลวดลายสวยงาม เหมาะกับการสวมสายสะพายในพระราชพิธีเต็มยศ ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทอง จีบหน้า มีชายพก จีบเอว ใช้เข็มขัดไทยคาด เป็นเสื้อผ่าหลัง และปักเป็นลวดลายด้วยไข่มุก ลูกปัดหรือเลื่อม ใช้ในงานพระราชพิธีตอนค่ำ ที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศ
 


3. ชุดไทยจักรพรรดิ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ใช้ซิ่นไหมหรือยกทอง เอวจีบ จีบหน้า มีชายพก ห่มแพรจีบแบบไทย เป็นชั้นที่หนึ่งก่อนแล้วจึงใช้สไบปักอย่างสตรีบรรณาศักดิ์สมัยโบราณ ห่มทับแพรจีบอีกชั้นหนึ่ง ใช้เข็มขัดไทยคาด ใช้ในโอกาสพิเศษที่กำหนดให้แต่งกายแบบเต็มยศ
 


 

4. ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมาน ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองมีเชิง หรือยกทองทั้งตัวก็ได้ตัดติดกันกับตัวเสื้อ หรือเป็นเสื้อคนละท่อนก็ได้ซิ่นจีบหน้ามีชายพก ยาวจรดข้อเท้า ใช่เข็มขัดไทยคาดเสื้อคอกลม ขอบตั้ง ผ่าด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้แขนยาว ใช้สำหรับงานพิธีตอนค่ำ เหมาะสำหรับงานพิธีเต็มยศและครึ่งยศ เช่น งานอุทยานสโมสร งานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ หรือเป็น ชุดเจ้าสาว
 


5. ชุดไทยศิวาลัย ตั้งชื่อตามพระที่นั่งศิวาลัย ซิ่นแบบไทยจักรพรรดิ ใช้ซิ่นไหมหรือยกทอง มีชายพกเสื้อตัดแบบแขนยาว ผ่าหลัง เย็บติดกับผ้าซิ่นคล้ายไทยบรมพิมาน แต่ห่มปักลายไทยอย่างแบบไทยจักรพรรดิทับโดยไม่ต้องมีแพรจีบรองพื้นก่อน ใช้ในโอกาสพิเศษที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศ เหมาะสำหรับเวลาที่มีอากาศค่อนข้างเย็น
 


6. ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย แบบเหมือนไทยจิตรลดา ต่างกันที่ใช้ผ้าและเครื่องประดับหรูหรากว่าไทยจิตรลดา ใช้ผ้าไหมยกดอกที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว เสื้อคนละท่อนกับซิ่น ไม่มีเข็มขัด ใช้สำหรับพิธีตอนค่ำ เหมาะสมสำหรับงานเลี้ยงรับรองรับเสด็จ ไปดูละครตอนค่ำ และ เฉพาะในงานพระราชพิธีสวนสนามในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือ ใช้ในโอกาสพิเศษที่กำหนดให้แต่งกายเต็มยศหรือครึ่งยศ เช่น ในงานพระราชพิธีหรืองานสโมสรสันนิบาต
 


7. ชุดไทยเรือนต้น ตั้งชื่อตามเรือนต้น คือ ชุดไทยแบบลำลอง ใช้ผ้าไหมมีลายริ้ว ตามขวางหรือตามยาว หรือใช้ผ้าเกลี้ยงมีเชิงซิ่น ยาวจรดข้อเท้า ป้ายหน้า เสื้อใช้ผ้าสีตามริ้วซิ่นหรือเชิงซิ่น จะตัดกับวิ่นหรือสีเดียวกันก็ได้ เสื้อคนละท่อนกับซิ่น แขนสามส่วน กว้างพอสบาย ผ่าอก กระดุม 5 เม็ด คอกลมตื้นไม่มีขอบตั้งที่คอ ใช้แต่งในงานที่ไม่เป็นพิธีการหรือในโอกาสปกติและต้องการความสบาย เรียบง่าย เช่น งานกฐิน เที่ยวเรือ งานทำบุญ วันสำคัญทางศาสนา ข้อสำคัญต้องเลือกใช้ผ้าที่ใช้ตัดให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่
 


 

8. ชุดไทยจิตรลดา ตั้งชื่อตามพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ใช้ผ้าไหมเกลี้ยงมีเชิง หรือทอยกดอกทั้งตัวก็ได้ตัดเป็นซิ่นยาว ป้ายหน้า เสื้อคนละท่อนกับซิ่น คอกลมมีขอบตั้งน้อยๆ ผ่าอก แขนยาว เป็นชุด ไทยที่ใช้ในพิธีกลางวัน ใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น งานพระราชพิธีต่างๆ รับประมุขจากต่างประเทศที่มาเยือนอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์

....

        การนำชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 ชุดมาผสมผสานกัน ลองสังเกตดูหากสวมใส่ห่มสไบชั้นเดียว คือ “ชุดไทยจักรี” หรือหากสวมใส่ห่มสไบ 2 ชั้นคือ “ชุดไทยจักรพรรดิ” อย่างไรก็ตามแต่ละชุดแต่ละแบบก็มีความงามจนเป็นที่ยอมรับและถือได้ว่าชุดไทยเป็นชุดที่งามที่สุดในโลก



***************************
สนใจติดตามข้อมูล อ่านต่อได้ที่ 
www.facebook.com/Letterplanet.fan
 

 

อ้างอิง :  dailynews, lifestyle.campus-star
 
 
 
Post by : Letter Planet Reporter
บทความคัดสรรค์ จากทีมงาน LetterPlanet.com
ติดตามแฟนเพจของพวกเราได้ที่ LetterPlanet

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles