[Factory ]  [article] UV vs OZONE

 
 
 

      หลายคนคงเคยได้ยินว่า UV และ Ozone สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่ก็ยังไม่รู้ถึงคุณสมบัติที่แท้จริงกัน และวันนี้จะมาดูด้วยว่า UV และ Ozone ใช้ทำลายเชื้อโรคและกลิ่นอับได้จริงหรือไม่ ปลอดภัยจริงหรือไม่
 


 

       กลไกในการทำลายเชื้อโรค

- UV

       การทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีการที่ว่า ปริมาณแสงที่เข้มข้นมากพอ ในเวลาสัมผัสที่เพียงพอ แสงยูวีจะทะลุเข้าไปใน DNA ของเชื้อโรค ทำให้ DNA เพี้ยนไปจากปรกติ เชื้อโรคไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อได้ ก็จะตายในที่สุด

- Ozone

       โอโซนแตกตัวให้ประจุของออกซิเจนที่มีความสามารถในการออกซิไดส์สูง มีผลรบกวนต่อการถ่ายโอนประจุระหว่างชั้นผนังเซลล์ ทำลายโครงสร้างผนังเซลล์ของจุลินทรีย์ และทำลายองค์ประกอบต่างๆ ภายในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์ของจุลินทรีย์เสียหาย แบบเฉียบพลันและตายในที่สุด อีกนัยหนึ่งคือทำลายแบบสิ้นซาก

       
ความสามารถในการทำลายเชื้อโรคและกลิ่นของโอโซน จะขึ้นกับความเข้มข้นที่สูงและระยะเวลาที่โอโซนสัมผัสนานพอ ไม่ใช่ว่าทุกความเข้มข้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       
ปริมาณโอโซนกับการกำจัดเชื้อโรคต่างๆ

1. ไวรัส ปริมาณโอโซน 0.5 - 1.5 ส่วนในล้านส่วน (P.P.M.) สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้อต้องไม่น้อยกว่า 4 นาที

2. แบคทีเรีย ปริมาณโอโซนที่ใช้ในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียขึ้นอยู่กับชนิด และปริมาณของแบคทีเรีย โดยทั่วไปโอโซนเข้มข้น 10 ส่วนในล้านส่วน สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ 99% โดยระยะเวลาการฆ่าเชื้ออย่างน้อย 10 นาที

3. เชื้อรา ปริมาณโอโซนที่ใช้กับเชื้อราจะต้องใช้ปริมาณโอโซนมากกว่าการใช้กับเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเชื้อรามีการ สร้างสปอร์ฉะนั้นในการกำจัดเชื้อรา 99 % ต้องใช้ปริมาณ โอโซนประมาณ 20 ส่วน ในล้านส่วนที่ระยะเวลาการฆ่าเชื้อ อย่างน้อย 30 นาที
 


 

       สรุปสั้นๆ ได้ว่า

       ความเข้มข้นที่สามารถฆ่าเชื้อโรค และทำลายกลิ่นได้จริง 20 ppm

       มาตรฐานที่ให้ใช้ตามบ้าน ต้องมีความเข้มข้นไม่เกิน 0.10 ppm

       ความเข้มข้นที่มักพบอาการพิษให้เห็นบ่อยๆ 0.25 ppm

       
ผลต่อสุขภาพระยะสั้น : โอโซนที่ระดับความเข้มข้นต่ำ (0.01-0.02 ส่วน ในล้านส่วน) ก็สามารถตรวจสอบกลิ่นได้แล้ว โอโซนในระดับความเข้มข้น 0.25 ส่วนในล้านส่วนขึ้นไป มีผลทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตา จมูก และคอทำให้หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะได้

       
นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นสาเหตุของการสูญเสียระบบประสาทของการรับรู้กลิ่นด้วย คนที่มีโรคทางระบบหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด ไม่ควรสัมผัสโอโซนเลย หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว “สูดโอโซนแล้วทำให้สดชื่น” คำกล่าวนี้คงทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าโอโซนมีประโยชน์

       ซึ่งแท้จริงแล้วโอโซน ไม่ใช่อากาศที่มนุษย์เราใช้ในการหายใจเลย โอโซนเป็นก๊าซไม่มีสีแต่มีกลิ่นเหม็นคาว ซึ่งเป็นพิษต่อระบบหายใจของสิ่งมีชีวิต โอโซนมีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยา

       
ต่างจาก UV ที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่า และยังเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมด้วย กำจัดเชื้อต่างๆได้อย่างหมดจดไม่มีสิ่งตกค้าง และตรวจหาเชื้อราในผลิตภัณฑ์อาหารได้ด้วน เพราะเชื้อราบางชนิดมองเห็นได้ชัดในรังสี UV

       
เมื่อรู้จักคุณสมบัติ และหลักการทำงานของทั้งสองตัวแล้ว ก็ลองตัดสินใจด้วยตัวเองดูครับ ว่าจะเลือกใช้อันไหน หรือจะใช้ทั้งสองตัวเลย

--------------------------------

คุยกันต่อได้ที่

Facebook : Domnick hunter-RL

Youtube : domnick hunter-RL

Blog : domnickthailand

www.domnickhunterrl.com

พูดคุย ปรึกษาได้ที่

กรอกข้อมูลเพื่อรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กับ domnick hunter-RL ได้ที่นี่ คลิกเลย

Created date : 18-03-2018
Updated date : 18-03-2018
Post by : Domnick Blog
สนใจติดตามข้อมูล อ่านต่อได้ที่
Blog : 
Domnick Blog
Facebook : Domnick hunter-RL 
Youtube : 
domnick hunter-RL
 

- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles